กิเลสกาม
จาก Wiki2
เนื้อหา |
กิเลสกามคืออะไร?
บรรลุธรรมได้ ทั้งยังสืบเผ่าพันธุ์ได้โดยไม่หลงกามเชิญทางนี้!
ข้อสังเกตในการละกิเลสกาม
เรา จำต้องเข้าใจคำว่ากิเลส, คำว่ากาม และความหมายของคำที่ใกล้เคียงกันให้ชัดเจนก่อน เพื่อให้สามารถแยกแยะสิ่งต่างๆ อันเป็นสมมุติบัญญัติที่ยืมมาใช้อธิบายเป็น“มรรค” สู่ “วิมุติ” คือ
กิเลสคืออะไร?
กิเลส คือ ประเภทแห่งสาเหตุแห่งทุกข์
มีสามประเภทหลัก คือ
- ความโลภ,
- ความโกรธ,
- ความหลง
แสดงออกเป็นอาการทางจิต สองประการ คือ อาการไม่พอดีเพราะจิตส่งแรกกระทำ เป็น
- ความมากไป ที่เรียกว่า ภวตัณหา
- และอาการน้อยไป ที่เรียกว่า วิภวตัณหา
ที่มากเกินไปเพราะไปยินดีว่าเป็นสิ่งดีงามเที่ยงแท้ จิตจึงไปกระทำความอยากมากไป
และที่น้อยเกินไป เพราะไปยินร้ายว่าเป็นสิ่งเลวเที่ยงแท้ จิตจึงไปกระทำความอยากน้อยไปในทางตรงข้าม
อาการที่สอง คือ อาการยึดเป็นตัวกูของกู ที่เรียกว่า อุปทาน คือ ยึดมั่นเอาว่านี่เป็นของฉัน หรือตัวฉัน เป็นสิ่งจีรังเที่ยงแท้ ซ้ำๆ เวียนวนปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือปรับตัวยาก กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามหลักอนิจจัง เพราะขาดสติในการยั้งพิจารณา และขาดปัญญาในการทำความเข้าใจให้แจ้งในสรรพสิ่งนั้น
ทุกสิ่งทุกอย่างที่มากระทบประสาทสัมผัส (อายตนะหก) เราเรียกว่าสิ่งเร้าตามหลักจิตวิทยา หรือ “รูป” ในทางพุทธศาสนา ที่จำแนกได้เป็น รูป, รส, กลิ่น, เสียง, สัมผัสทางกาย และสัมผัสทางใจ เหล่านี้มากระทบเข้ากับอายตนะทั้งหก แล้วจิตเข้ามารับรู้ เมื่อจิตเข้ามารับรู้ แล้วไม่แจ้งในสิ่งที่รู้
ก็จะอยากเกินพอดีบ้างในกรณีที่ยินดีว่าของนั้นดีงามเป็นของเที่ยงที่ตนจะยึด ไว้ได้ หรือไม่อยากเสียจนเกินพอดีบ้างในกรณีที่ยินร้ายว่าของนั้นเลวเที่ยงแท้ แน่นอน ทุกอย่างไม่ว่า จะเป็นรูปธรรมที่สัมผัสได้ทางอายตนะทางกาย คือ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, ผิวกาย หรือนามธรรม ที่สัมผัสได้ทางอายตนะทางใจ เช่น คุณธรรม, ความดีงาม, ความเลว, ความถูก, ความผิด, ความทุกข์, คนดี, คนเลว, ความเป็นอรหันต์, ความเป็นพระโพธิสัตว์, ความสุข, บุญบารมี ฯลฯ ล้วนเป็น “รูป” อันก่อให้เกิดกิเลสได้ทั้งสิ้น แต่ “รูป” นั้นเป็น “ธรรม” คือ ธรรมดา ธรรมชาติ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เกิดจากมหาภูติรูปสี่ คือ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ รวมตัวเข้าด้วยกันชั่วคราวแล้วสลายออกจากกัน ดังนี้
เกิดรูปหนึ่งขึ้น แล้วรูปนั้นดับลงกลายเป็นรูปใหม่เกิดขึ้นมาทันที เช่น รูปคนมีชีวิต เมื่อสิ้นชีวิต ก็เปลี่ยนเป็นรูปศพรูปหนึ่งแทนที่ทันที ไม่มีการหาย ไม่เดความว่างคั่งระหว่างรูป และมหาภูติรูปสี่ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ก็ไม่สูญสลายไปไหน เพียงแต่คืนสู่ธรรมชาติ ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าไม่มีสิ่งใดสูญไปจากจักรวาลนี้ได้ มันไม่สูญหายเลย แต่อยู่แบบอนิจจัง คือเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดรูปใหม่เมื่อรูปเก่าดับไปอยู่อย่างนี้ เราไม่ได้ยึดธาตุสี่นี้ แต่เราหลงรูป เพราะไม่เห็นแจ้งในธาตุสี่นี้ ที่มารวมกันชั่วคราวแล้วสลายจากกันทุกขณะต่างหาก ดังนี้ ในการพิจารณาจตุธาตุวัฏฐาน จึงเป็นกรรมฐานสู่การบรรลุธรรมได้ เช่นกัน เพราะไม่ยึดรูป แต่เห็นเหตุปัจจัยในการเกิดและดับไปแห่งรูปว่ามาจากธาตุสี่นี้นั่นเอง พึงระลึกเรามิได้หลงในธาตุสี่ แต่เราหลงรูปที่เกิดจากธาตุสี่รวมตัวกัน
กามคืออะไร?
จากความหมายแก่นแท้ (วิมุติธรรม) ของสมมุติบัญญัติที่ว่า “กิเลส” นั้น เราจึงได้ข้อสรุปประการหนึ่งว่า “ความอยาก” หากประกอบด้วยสติปัญญา ไม่เป็นตัณหาอันไม่พอดี และไม่เป็นอุปทานอันยึดมั่นถือมั่นแล้ว ความอยากนั้นก็เป็น “ธรรม” คือ ธรรมดา, ธรรมชาติ จะแปลกหรือหากพระอรหันต์จะอยากกินข้าวตามปกติวิสัย ที่ควรจะรับอาหารหล่อเลี้ยงร่างกาย ตามปกติพอดีพอควร ความอยากนั้น เป็นของกลาง เป็นธรรม แต่จิตหากไม่แจ้งในธรรม จิตจะไปยินดียินร้ายเกินพอดีบ้าง ไปยึดเป็นตัวกูของกูบ้าง ดังนี้จึงไม่พ้นทุกข์เพราะเหตุว่าขัดแย้งต่อธรรม และอกหักเมื่อธรรมชาติมีความแปรเปลี่ยนอนิจจัง ดังนี้
กามละคืออะไร คำตอบก็ยังชัดเจนเช่นเดิม กาม คือ ประเภทหนึ่งของกิเลส อันเกิดจากอาการตัณหาและอุปทานแห่งจิตที่ก่อกรรม จนได้รับทุกข์เป็นวิบากจากกรรมที่จิตก่อเองนั้น กาม คือ ความไม่อาจพึ่งพาตนเอง อยู่กับตนเองได้อย่างสงบ มีความเหงาเป็นรากฐาน มีอารมณ์วูบไหว จากเพศสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยหล่อเลี้ยง
ดังนี้ จะเห็นได้ว่าศีลข้อกาเมสุมิจฉา นั้น ไม่ได้จำกัดเพียงแต่การมีเพศสัมพันธ์ที่ผิดเท่านั้น หากเหมารวมไปถึงการแย่งลูกเขามาเลี้ยงเพื่อบำบัดความเหงาอีกด้วย ดังนี้ ผิดลูก, ผิดเมีย ผู้อื่น พรากลูกพรากเมียผู้อื่นก็เป็นกาเมสุมิจฉา โดยไม่มีการร่วมเพศเลยก็ได้ ดังนี้ กามมิใช่เพศสัมพันธ์เสียเลยทั้งหมด แต่กว้างกว่านั้น
คนแก่ที่ฮอร์โมนเพศหมดแล้ว จะไม่มีอารมณ์เพศ เพราะอารมณ์เพศเป็นเรื่องทางกาย หากจิตไม่ยึดไว้ กายหมดเชื้อ เหตุปัจจัยกระตุ้นหมดก็หมดอารมณ์เพศได้ แต่ทว่า ผู้นั้น อาจไม่หลุดพ้นจากกามกิเลส เพราะเหตุใดละหรือ? เพราะว่าบุคคลนั้น ยังมีความเหงา ไม่อาจอยู่มีสุขในความสันโดษ ไม่อาจเห็นสุขแห่งความสงบ ไม่อาจหลบหลีกจากการพัวพัน ไม่อาจหลุดพ้นจากสิเน่หาอันต้องพึ่งพาผู้อื่นได้ นั่นเอง ดังนี้ หมดเพศสัมพันธ์ใช่ว่าจะบรรลุอนาคามีผล เป็นเพียงการหมดเชื่อไฟทางกายเท่านั้น บุคคลพึงจะชนะกามกิเลสได้ จึงเป็นบุคคลผู้สันโดษและสงัดในจิต แม้นอยู่ท่ามกลางฝูงชน มีลูกเมียก็ไม่เหงา แม้นมีเพศสัมพันธ์ก็ไม่หลงไม่ยึด มีสติปัญญาเข้าใจแจ้งโดยตลอด เช่นนี้ ไม่ใช่ว่าต้องมีหรือไม่มีเพศสัมพันธ์ หากจิตนั้นแจ้งด้วยสติปัญญาแล้ว ย่อมแจ้งในกิเลสกาม มีชัยเหนือกามนี้ได้ ทั้งยัง ไม่จำเป็นต้องห่มเหลือง แม้นครองเพศฆราวาสแต่งงานมีลูกก็มีชัยชนะเหนือกามได้เช่นกัน
ความใคร่คืออะไร
ความ ใคร่เป็นอาการแสดงออกอันเกิดจากกามอย่างหนึ่ง กามนั้นแสดงออกได้หลายอาการ อาการเหงาก็ใช่กาม, อาการพึ่งพาผู้อื่นอยู่เนืองนิตย์ก็เป็นกาม, อาการคบค้าสมาคมพูดคุยคลายเหงาของสาวโสดนั่นก็กาม ความใคร่คือความต้องการทางเพศที่ไม่พอดี มากหรือน้อยเกินไป (น้อยเกินไปคือยึดมั่นว่ากามนั้นเป็นสิ่งผิด เมื่อได้รับกามก็ทุกข์ ดังนี้ พระอรหันต์อุบลวรรณาเถรีถูกข่มขืนจึงไม่คิดอะไรมาก ช่างมัน ไม่ทุกข์) หรือการยึดมั่นว่ากามนี้เป็นของดีเที่ยงแท้ไม่ยอมปล่อย
ความหลงใหล
ความ หลงใหลเป็นอีกอาการหนึ่งของกาม เมื่อบุคคลเหงาอยากหาที่พึ่งทางใจ ย่อมแสวงหาผู้รู้ใจ แรกเริ่มเดิมทีคบค้าเพื่อนเพศเดียวกันก่อน นานไปก็ไม่สมใจอยาก เพราะเพื่อนเพศเดียวกันไม่อาจสนองสิ่งที่ตนต้องการได้ จึงแสวงหาเพื่อนต่างเพศ และนำไปสู่คู่รัก ความหลงใหลเกิดควบคู่กับความใคร่ก็ได้ เกิดแยกกันต่างหากก็ได้ บ้างหลงใหลคลั่งไคล้แต่หากต้องให้มีกามก็ไม่เอาก็มี ดังนี้ วันรุ่นที่ไปหลงใหลดาราทั้งหลาย แม้นไม่คิดมีเพศสัมพันธ์ก็จัดได้ว่าเป็น “กาม” อีกประการหนึ่ง ปกติแล้วชายนั้นจะมีกามน้อยกว่าหญิง และพุ่งตรงสู่เพศสัมพันธ์เป็นหลัก เมื่อมีเพศสัมพันธ์แล้วก็มักรู้ตัวถึงภาระผูกพัน บ้างจึงพยายามสลัดทิ้ง แต่ฝ่ายหญิงจะมีกามที่ซับซ้อนกว่า คือ ไม่ได้มีเพียงเพศสัมพันธ์ แต่เป็นจิตสัมพันธ์ ในเชิงซับซ้อน ดังนี้ เห็นชัดไหมว่ากามนี้เป็นเรื่องของจิตมากกว่าเรื่องทางร่างกาย การหลงใหลในความงามของผู้อื่นหรือตนเองก็ดี, การหลงใหลในการแต่งตัวก็ดี, ความหลงใหลในเรื่องเพศที่ตนเป็นหรืออยากจะเป็นก็ดี, ความหลงใหลในเรือนร่างกายใดๆ ก็ดี, แม้นแต่การหลงใหลความน่ารักของสัตว์และเด็กน้อย จนไม่เห็นความอนิจจังของสิ่งนั้น ล้วนเป็นความหลงใหลในกามได้ทั้งสิ้น ด้วยเพราะมีรากฐานมาจากจิตที่อยู่อย่างสงบสุขด้วยตนเองไม่ได้
ความผูกพันคืออะไร
ความ ผูกพัน เป็นอาการของกามที่ชัดเจนมาก แสดงถึงความยึดมั่นถือมั่นที่ชัดเจนมาก ในขณะที่ความใคร่จะพบในเพศชายและเกี่ยวพันกับตัณหา คือ ใคร่อยากมากเกินพอดี ในเพศหญิงกลับพบความผูกพันเป็นอาการอุปทานแห่งกามมากกว่าเพศชาย นี่คือ เหตุที่ฝ่ายหญิงหลุดกามได้ยากกว่าชาย ด้วยเพราะเป็นอาการจิตอุปทานนี่เอง เมื่อคลายจากอุปทานแล้ว ยังต้องเจอตัณหาอีก ตามลำดับการดำเนินไปแห่งจิต (ตามปฏิจจสมุทบาทนั้น จิตจะค่อยๆ เข้าสู่ทุกข์ โดยเริ่มจากตัณหาก่อน แล้วไปสู่อุปทาน คือ จิตถลำลึกมากเข้าไป อุปทานจึงแก้ยากกว่าตัณหาด้วยประการฉะนี้) ดังนี้ ย่อมไม่แปลกที่พระไตรปิฎก ได้เคยกล่าวเหตุแห่งการเกิดเป็นหญิง ว่าเกิดจากการผิดในกามด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อผู้ชายผิดทางกามชัดเจนมากกว่า เพราะด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนี่เอง จึงสรุปได้ว่าเพศหญิงเป็นทุกข์จากกามได้มากดังนี้
การครองเรือนคืออะไร
การ ครองเรือน เป็น ธรรมระดับล่าง เรียกว่าจริยธรรม คือ ธรรมที่นำไปใช้ในสังคมเพื่อสังคมที่สงบสุข มิได้ไปสู่การหลุดพ้นทุกข์ที่แท้จริง การครองเรือนไม่ใช่กาม ไม่ใช่กิเลส เป็นบทบาทหน้าที่ตามสังคมกำหนดเท่านั้นเอง เพื่อให้สังคมไม่วุ่นวาย และคู่รักที่ครองเรือนแล้ว พ้นจากสิ่งอื่นใดอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ได้มากกว่าการอยู่กันโดยไม่ครองเรือน การครองเรือนประกอบไปด้วยบทบาทของชายและหญิง ในฐานะคู่รักของกันและกัน และบทบาทต่อบุคคลที่สาม คือ ครอบครัวเก่าของตนบ้าง ลูกของตนบ้าง ดังนี้ การครองเรือนจึงต้องมีหน้าที่ที่จัดเจนยิ่งขึ้น
ความรักคืออะไร
ความ รักทางโลกที่เราเห็นทั่วไป คือ ความหลงว่ารักแท้ แต่มักไม่ใช่รักแท้ แต่ก็มีบ้างบางคนที่ได้พบรักแท้ ดังนี้
ในพระพุทธศาสนาจึงกล่าวโดยรวบลัดตัดกิเลสทันทีว่า “ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์” แต่ในทางคริสต์ศาสนา กลับสอนว่า “ให้มีรักอันบริสุทธิ์” แท้จริงแล้วคืออะไร
ของให้วางใจเป็นกลางแล้วจะพบว่าพระศาสดาสองพระองค์ไม่ได้ทรงเทศนาขัดแย้งกัน แต่ประการใด อันแท้จริงแล้ว ความรักเป็นของกลางๆ ไม่ใช่กิเลสก็ได้
หากคนไม่มีตัณหาและอุปทานในรักนั้น หรือจะกลายเป็นกิเลสก็ได้ทันทีหากคนจะมีตัณหาและอุปทานในรักนั้น ความรักที่บุคคลหนึ่งมีต่อบุคคลหนึ่ง อันเรียกว่ารักแท้ คือ ธรรมชาติอย่างหนึ่ง เป็นธรรม เช่นกัน เช่น พระพุทธองค์รักพระราชบิดาและพระราชมารดา แต่จะใช้คำว่า “กตัญญู” มากกว่า
ความรักอันเป็นวิมุติธรรมแท้ คือ การที่บุคคลทลายความเป็นตัวกูของกูลง เพื่อเปิดใจมองโลกที่แตกต่าง ข้ามความเป็นชายเพื่อเข้าใจความเป็นหญิง ข้ามความเป็นหญิงเพื่อเข้าใจความเป็นชาย เมื่อเข้าใจโลกอันมีความแตกต่างนี้แล้ว จะเห็นว่ามีความร่วมกันตรงกลาง ความไม่ต่างกัน ความเท่าเทียมกัน ความไม่แบ่งแยก และความไม่ยึดเป็นตัวกูของกู ความไม่มากเกินพอดี ไม่มีตัณหา ความรักแบบนี้เป็นวิมุติธรรมแท้ ตามหลักที่พระเยซูตรัส
แต่พระพุทธเจ้าจะทรงให้ตัดความสัมพันธ์ลงทันที เพราะเป็นการยากที่บุคคลทั่วไปจะเข้าถึงรักแท้แล้วมีจิตอิสระจากคู่รักของตน ได้ เป็นการเสี่ยงต่อกิเลสที่น้อยกว่านั่นเอง ดังนี้ บุคคลสามารถรักกันอย่างถูกวิธี คือ ข้ามพ้นตัวกูของกูด้วยพลังแห่งรักๆได้ ไม่ผิด ไม่เรียกว่ามีกิเลส แต่หากเอาแต่สนองกิเลสส่วนตน สนองตัวกูของกูแล้ว บุคคลคู่นั้น ไม่มีทางพบรักอันเป็นวิมุติธรรมแท้ แท้แล้วธรรมชาติสอนธรรมแก่มนุษย์อย่างเป็นธรรมชาติโดยตลอด และทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่เกิดมาก็ร้องไห้ จึงได้รู้ว่าเกิดมานี้ก็ทุกข์ มือเด็กน้อยกำไม่ปล่อยก็รู้ว่าเกิดมาด้วยการไม่ยอมปล่อยวางลง และแสวงหาความรักในทันทีที่เกิด คือ วิมุติธรรมในการข้ามพ้นความเป็นตัวกูของกู
ความเมตตาคืออะไร
ความ เมตตาเป็นธรรมแท้ที่เรียกว่า คุณธรรม เป็นธรรมที่ให้คุณแก่คนทั้งหลาย เนื่องเพราะเป็นธรรมสากลที่เอื้อประโยชน์แก่คนหมู่มากอย่างไม่แบ่งแยกใดๆ คำว่าธรรมสากลนี้จึงเหมาะสมกับคนหรือเวไนยสัตว์ทุกชนิด บุคคลที่เลือกปฏิบัติ เช่น เมตตาสัตว์ที่น่ารัก พอเห็นสัตว์ที่น่ารังเกียจก็รังเกียจ เช่นนี้ เรียกว่าเลือกที่รักมักที่ชัง มิใช่มีความเมตตา ความเมตตาที่แท้ จึงเป็นสากลที่ให้ทุกดวงจิตอย่างเท่าเทียมกัน เกิดจากความรักอันเป็นวิมุติธรรมก่อนเป็นเบื้องตนก็ได้ แล้วทะลายเกราะการแบ่งแยกออกมาเรื่อยๆ จากรักคู่รัก มารักลุกตนเอง มารักลูกคนอื่นๆ และรักไปเรื่อยๆ โดยไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีตัณหาคือความอยากสนองกิเลสของตน ดังนี้ ความรักแท้เป็นเหตุเริ่มแห่งความเมตตาก็ได้ ความเมตตาคือความรักอันสากลก็ใช่ ความเมตตาจึงเป็นธรรมประหารกาม ด้วยเพราะทำให้บุคคลนั้นไม่ยึดมั่นพึ่งพาบุคคลใดเฉพาะ ไปไหนก็ไม่เหงา ด้วยเอื้อความเมตตาอย่างเป็นสากล
การร่วมเพศคืออะไร
การ ร่วมเพศเป็นอาการทางกายและใจทำงานร่วมกันเพื่อสนองวัตถุประสงค์ต่างๆ กันไป ทั้งนี้ การร่วมเพศเป็นคำกลางๆ เป็นกิเลสกามก็ได้ ในกรณีที่จิตนั้นหลงใหลในการร่วมเพศหรือยึดมั่นว่าการร่วมเพศเป็นสุขแท้ ในขณะเดียวกันการร่วมเพศไม่ใช่กิเลสกามก็ได้ ในกรณีที่จิตนั้นเข้าใจแจ้งด้วยสติปัญญาแล้วว่าสมควรมีการร่วมเพศหรือไม่ มากน้อยเพียงใด และไม่ยึดมั่นว่ารสชาติกามนั้นเป็นสุขอันเที่ยง ดังนี้ บุคคลพึงมีการร่วมเพศกันได้ตามปกติ แต่บรรพชิตไม่อาจมีได้ด้วยว่าผิดจารีตประเพณีของสังคม ที่เข้าใจกันว่าบรรพชิตสละเรื่องทางโลกแล้ว หากบรรพชิตเสพกาม จึงไม่มีคนทำบุญตักบาตรให้ และไม่อาจอยู่นอกเหนือการใช้ชีวิตแบบปุถุชนได้อีก จำต้องกลับมาทำไร่ไถนาเลี้ยงชีพ มีครัวเรือนในที่สุด ดังนี้ บรรพชิตต้องไม่มีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะบรรลุธรรมหรือไม่ และปุถุชนสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ไม่ว่าจะบรรลุธรรมหรือไม่ เนื่องเพราะการมีเพศสัมพันธ์นั้นไมใช่เหตุปัจจัยอันเกี่ยวข้องกับการบรรลุ ธรรม การบรรลุธรรมนั้นมีเหตุปัจจัยจากจิตแจ้งในธรรมเพียงอย่างเดียว หาใช่เหตุนอกไม่ อนึ่ง ในพุทธศาสนาเถรวาทจะไม่ยอมรับหลักการนี้ ส่วนพุทธศาสนามหายานถือว่าไม่ผิด ดังเช่น พระอรหันต์จี้กงบรรลุธรรมแล้ว แต่ผิดศีลดื่มเหล้าได้หน้าตาเฉย เฉกเช่นกัน ด้วยเพราะการบรรลุธรรมนั้น มีเหตุจากจิตแจ้งในธรรม ไม่อาจนำพฤติกรรมภายนอกมาเป็นเครื่องตัดสินได้นั่นเอง ดังนี้ฆารวาสที่มีคู่ครองแล้วมิต้องเสียใจว่าชาตินี้ไม่อาจบรรลุธรรมและพ้น ห้วงทุกข์ได้ แต่พึงเข้าใจใหม่เสียว่าการบรรลุธรรมนั้น เป็นของกลาง ธรรมไม่ใช่ของคนห่มเหลืองเป็นเฉพาะก็หาไม่ ธรรมนั้นทุกคนเข้าถึงได้ หากมีความเพียรในการเจริญภาวนาทางจิต จนจิตแจ้งในธรรมแบบภาวนมยปัญญา มิใช่การอ่านเอาแบบสุตมยปัญญา หรือการจินตนาการเอาแบบจินตมยปัญญา ซึ่งสองอย่างหลังนี้เป็นปัญญาทางโลก อันเกิดจากสมอง ใช่ว่าเกิดจากจิตก็หาไม่
การสืบพันธุ์คืออะไร
การ สืบพันธุ์ คือ การก่อให้เกิดชีวิตใหม่ เวไนยสัตว์บางชนิดต้องร่วมเพศจึงเกิดชีวิตใหม่ได้ บางชนิดก็ไม่ต้องร่วมเพศ ดังนี้ การสืบพันธุ์จึงไม่ใช่การร่วมเพศเท่านั้น ไม่ใช่กามเท่านั้น แต่เป็นคำกลางๆ คำกลางๆ นี้ หากจิตจะยึดมั่นถือมั่นก็เป็นกิเลสกามทันที หากจิตจะไม่ยึดมั่นถือมั่นเพราะแจ้งในไตรลักษณ์แห่งการสืบพันธุ์ก็ไม่จัดว่า เป็นกิเลสกาม ในสัตว์ทั่วไปนั้นการสืบพันธุ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการครองเรือน แต่ในชีวิตปุชน การสืบพันธุ์นั้น เกี่ยวข้องกับการครองเรือนอย่างสูง ไม่อาจแยกแยะได้มากนัก ดังนี้ บุคคลที่เลือกแล้วว่าจะสืบพันธุ์จึงยากแก่การหนีการครองเรือน แล้วอยู่สันโดษ และยากนักต่อการบรรลุธรรม แต่ก็ใช่ว่าบุคคลที่บรรลุธรรมยากเหล่านี้ จะไม่อาจบรรลุธรรมด้วยความเพียรก็หาไม่ ทว่า ผู้มีปัญญาได้เร็วมักเลือกที่จะไม่สืบพันธุ์ทั้งสิ้น ส่วนผู้ที่คิดได้ช้า มีปัญญาช้า ก็มักตกเป็นเหยื่อแห่งการสืบพันธุ์ ไม่อาจได้ชีวิตอิสระอย่างแท้จริงนักแล มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ตามเหตุปัจจัยดังกล่าวมานี้ ขึ้นอยู่กับว่าท่านผู้อ่านจะเลือกทางใดก็พิจารณาด้วยสติปัญญาตนเอง
บทสรุปสำหรับสังคมจริง ณ ปัจจุบัน
คง เป็นไปไม่ได้หากจะบอกให้ทุกคนเลิกมีเพศสัมพันธ์ และไม่มีประโยชน์อะไรหากจะเมินเฉยให้การแสวงหาสุขแท้เป็นเรื่องของพระสงฆ์ เท่านั้น เพราะธรรมะ คือ ธรรมชาติ คือ ธรรมดา ไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นของพระสงฆ์เท่านั้น ไม่ใช่ของใครคนหนึ่งคนใด ทุกคนย่อมสามารถแสวงหาความสุขที่แท้จริง คือ การบรรลุธรรมได้ และการบรรลุธรรมนี้ มันเกี่ยวข้องอย่างไรกับการมีเพศสัมพันธ์ หากเรายึดมั่นถือมั่นว่าการมีเพศสัมพันธ์คือเหตุแห่งทุกข์ประการหนึ่ง โดยลืมพิจารณาไปว่าเราเองนั้นก็เกิดมาได้ด้วยการมีเพศสัมพันธ์แล้ว เราย่อมลืมไปว่าการสืบพันธุ์คืออะไร ความรักที่เราได้จากพ่อแม่ของเราที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อให้เกิดเราขึ้นมานั้น คืออะไร
ดังนี้ จากการแยะแยะมุมมองต่างๆ ของเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเพศนั้น จึงเป็นไปเพื่อให้เห็นธรรมดาธรรมชาติของเรื่องเพศ และความหลงในเรื่องเพศจนทำให้เรื่องเป็นไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่เรื่องธรรมดาไป จึงสามารถแยกแยะได้ว่าอย่างไรที่เป็นเหตุแห่งทุกข์และอย่างไรที่ไม่ใช่เหตุ แห่งทุกข์ อย่าลืมว่าทุกสิ่งนั้นเป็นธรรมชาติ เป็นธรรม อยู่แล้ว แต่ที่เราไม่เข้าใจธรรมชาติ ธรรมดานั้นต่างหาก ที่ทำให้เราหลง แล้วเราไม่เห็นธรรม จนทำสิ่งที่เป็นทุกข์แก่ตนในที่สุด เมื่อเราเข้าใจได้อย่างนี้แล้วทำให้เราไม่ปฏิเสธในทุกสิ่ง และไม่หลงใหลในทุกสิ่ง อยู่กับทุกสิ่งด้วยความเข้าใจ ยอมรับได้ทุกสิ่ง และมีสติปัญญาเลือกได้ในบางสิ่ง ที่เรารู้แล้วว่าเลือกแล้วจะได้รับผลอย่างไร ตามความรู้ในหลักกฎแห่งกรรม และตามหลักอิทัปปัจจยตา ไม่ใช่การยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งนั้นถูกเสมอสิ่งนี้ผิดเสมอเมื่อเราเข้าใจความหลากหลายและแตกต่างได้แล้วนี้ จึงสามารถจัดการเรื่องเพศได้อย่างถูกต้อง เช่น
- การ สอนเรื่องทางเพศที่ถูกต้องและเป็นธรรม คือ เรื่องความรักความเมตตา ที่พ่อแม่มีต่อลูก เรื่องการสืบพันธุ์ บทบาทหน้าที่ที่ถูกต้องของสุภาพบุรุษสุภาพสตรีที่มีต่อสังคม
- การ เปิดโอกาสให้เข้าสู่ทางปลอดภัยจากเพศสัมพันธ์ คือ ได้มีโอกาสบวช เป็นสามเณร เป็นต้น หากสามารถเดินทางตรงสู่พระพุทธศาสนาได้ ก็จะหลุดพ้นเรื่องทางเพศทั้งชีวิต
- การ ป้องกันการเข้าสู่เรื่องเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ในกรณีที่ยังไม่ถึงเวลาอันควร แม้นแต่การดูสื่อที่ยั่วยุทางเพศก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง จำต้องปกป้องเยาวชนที่อยู่ในวัยอันตราย
- แนวทาง ปฏิบัติในกรณีที่ถึงวัยสืบพันธุ์และเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว เช่น การเรียนรู้เรื่องโรคติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์, การป้องกันโรค, การดูแลรักษาตนเองเมื่อมีท้องก่อนวัย
- แนวทาง วัฒนธรรมที่สอดคล้องกับวัยสืบพันธ์ เช่น การส่งเสริมการเรียนรู้เข้าใจดูใจกันก่อนแต่งงาน, ส่งเสริมความเป็นสุภาพชน, ความรับผิดชอบต่อสังคม, ความรักและเมตตา
- แนวทางแก้ไขและทางออกสำหรับผู้ที่พลาดในเรื่องเพศสัมพันธ์ เช่น แก้ปัญหาการทำแท้ง
