Constructivism
จาก Wiki2
Ref: http://www.thaikids.org/brain/index_brain.htm
เทคนิคพัฒนาศักยภาพสมองให้เต้มประสิทธิภาพ
ทฤษฎีการเรียนรู้ Constructivism
รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดของเพียเจท์ (Jean Piaget) เป็นการเรียนรู้แบบเดิมที่เราใช้กันมานาน คือ การจัดการเรียนรู้ที่ครูเป็นผู้ให้ข้อมูลและนักเรียนเป็นผู้รับข้อมูล ครูยิ่งให้ข้อมูลมากเท่าไร นักเรียนก็ยิ่งรับข้อมูลได้มากเท่านั้น ซึ่งเสนอในรูปสมการลูกศรทางเดียวได้ดังนี้
- S--------->O
S (Stimulant) คือ แรงกระตุ้น อาจเป็นครู ผู้สอน หรือสิ่งแวดล้อมที่จะไปกระตุ้นนักเรียนหรือผู้เรียน
O (Organism) คือ ผู้ที่ถูกกระตุ้น คือ นักเรียน หรือผู้เรียน
จากสมการข้างต้น ผู้เรียนจะเป็นผู้ที่อยู่นิ่งๆ (passive) หรือเป็นผู้ที่ถูกกระทำ ซึ่งผู้เรียนจะต้องพึ่งพาสิ่งที่มากระตุ้นก็คือครู ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้จากการที่ครูเป็นผู้ให้ความรู้และผู้เรียนเป็นผู้รับความรู้อย่างเดียว หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้เรียนเปรียบเสมือนกล่องเก็บของว่างๆ และครูจะเป็นผู้นำข้อมูลความรู้ต่างๆ มาใส่ให้ นี่คือการเรียนรู้แบบเดิม
สำหรับการเรียนรู้ตามทฤษฎี Constructivism หรือการสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง มองว่าการเรียนรู้แบบเดิมไม่ใช่การเรียนรู้ที่ถูกต้อง เพราะไม่ใช่การสอนให้เด็กเรียนรู้ เด็กไม่ได้เรียนรู้เอง ไม่ได้คิดเอง เราพบว่าการพัฒนาศักยภาพสมองไม่ใช่การให้เด็กเป็นผู้รับอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องให้เด็กและครูเกิดการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยที่ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ทฤษฎี constructivism หรือทฤษฎีการเรียนรู้แบบใหม่ คือ การสอนให้เด็กเรียนรู้เอง คิดเอง เด็กและครูจะเกิดการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยที่ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ตามทฤษฎีการเรียนรู้constructivism ผู้เรียนจะมีความสัมพันธ์กับผู้สอนดีกว่าการเรียนรู้รูปแบบเดิม เพราะมีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้เรียนและผู้ทำหน้าที่สอน ซึ่งจะเสนอในรูปสมการลูกศรสองทางดังนี้
- O<-------->S
จากสมการ O คือ ตัวนักเรียนหรือผู้เรียนที่เป็นตัวหลักที่มีสิ่งกระทำต่อตัว S คือ ครูหรือผู้สอนด้วย โดยมีลักษณะเป็นลูกศรสองทาง กล่าวคือ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อมีกิจกรรมเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ใช่อยู่นิ่งๆ เหมือนกับในสมการแรกที่เป็นการเรียนรู้แบบเดิม หรือพูดง่ายๆ คือ ครูหรือผู้สอนและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่สิ่งที่กระตุ้นหรือสิ่งที่กระทำต่อผู้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่ผู้เรียนก็มีการกระทำต่อครูหรือผู้สอนด้วย นั่นคือผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับครู มีการสัมพันธ์อย่าง ไม่อยู่นิ่งทั้งสองฝ่ายเพื่อที่จะให้เกิดการเรียนรู้
ทฤษฎี Constructivism ได้กล่าวถึงแนวคิดเรื่องความรู้จากกระบวนการเรียนรู้ ไว้ดังนี้
- ความรู้ประกอบด้วยข้อมูลที่เรามีอยู่เดิม และเมื่อเราเรียนรู้ต่อไปความรู้เดิมก็จะถูกปรับเปลี่ยนไป การปรับเปลี่ยนความรู้ต่างๆ ถือว่าเป็นการรับความรู้เข้ามาและเกิดการปรับเปลี่ยนความรู้ขึ้น เด็กจะมีการคิดที่ลึกซึ้งกว่าการท่องจำธรรมดา เพียงแต่เขาจะต้องเข้าใจเกี่ยวกับความรู้ใหม่ๆ ที่ได้มา และสามารถที่จะสร้างความหมายใหม่ของความรู้ที่ได้รับมานั่นเอง
บางครั้งเราคิดว่าถ้าเรามีหลักสูตรที่ดีพอและเต็มไปด้วยข้อมูลที่สามารถให้กับ ผู้เรียนได้มากที่สุดเท่าที่เราจะให้ได้แล้ว ผู้เรียนก็จะสามารถเรียนรู้ได้เองและเติบโตไปเป็นผู้ที่มีการศึกษา แต่ทฤษฎี constructivism กล่าวว่าหลักสูตรอย่างนั้นไม่ได้ผล นอกจากว่าผู้เรียนได้เรียนแล้ว สามารถคิดเองและสร้างมโนภาพความคิดด้วยตนเอง ทั้งนี้ เพราะการให้แต่ข้อมูลกับผู้เรียน ไม่ได้ทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ เพราะการเรียนรู้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสมองของคนเรามีกระบวนการสร้างความ สัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้นแล้วนำมาทำความเข้าใจว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งจะต้องนำมาสร้างความรู้ ความรู้สึก และมโนภาพของเราเองด้วย
ดังนั้นถ้าพูดถึงระบบการศึกษาแบบที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้หมายความว่ามีอุปกรณ์การสอนแล้วเราละทิ้งให้ผู้เรียนเรียนไปคนเดียว แต่การศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง คือ ผู้เรียนจะเป็นผู้ที่มีความสำคัญที่สุด หมายความว่าผู้เรียนจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กันกับสิ่งกระตุ้น สิ่งกระตุ้นในที่นี้ หมายถึง ครู ผู้สอน หรือสิ่งแวดล้อมที่จะไปกระตุ้นผู้เรียน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยชี้แนะแนวทางการคิดให้กับผู้เรียน นอกจากนี้การสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งกระตุ้นต่างๆ จะทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างเป็นความรู้ขึ้นในสมอง
- ตัว กระตุ้นที่มีความสำคัญมากต่อการเกิดการเรียนรู้ตามทฤษฎี Constructivism คือ ความรู้เกิดจากความฉงนสนเทห์ทางเชาวน์ปัญญา วิธีการที่เราสามารถทำให้ผู้เรียนอยากจะเรียนรู้คือมีตัวกระตุ้นที่ทำให้ผู้ เรียนเกิดข้อสงสัยอยากรู้ และผู้เรียนต้องมีเป้าหมายและจุดประสงค์ที่อยากจะเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ ทั้งนี้เพราะว่าเวลาคนเราเกิดความสงสัยเกี่ยวกับอะไร ก็มักจะเกิดข้อคำถามที่ไม่สามารถตอบได้ขึ้นมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้น เป็นเป้าหมายที่จะทำให้ต้องเรียนรู้ เพื่อที่จะตอบคำถามนั้นให้ ได้
ดังนั้นครูจึงต้องพยายามดึงจุดประสงค์ ความต้องการ และเป้าหมายของผู้เรียนออกมาให้ได้ อาจจะโดยกำหนดหัวข้อหรือพูดคร่าวๆ ว่าเราจะศึกษาหรือเรียนรู้อะไรบ้าง เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางเข้าเมือง ให้ผู้เรียนตั้งเป้าหมายว่าเขาต้องการที่จะเรียนรู้อะไร มีคำถามอะไรบ้าง ซึ่งเป้าหมายจะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากเรียนและทำให้ผู้เรียนพยายามที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น และมีความเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
- อีก กลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มนักจิตวิทยา ได้ให้ความคิดเห็นว่าความรู้มาจากการมีปฏิสัมพันธ์กันทางสังคม จากการที่เราได้ทบทวนและสะท้อนกลับไปของความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เราเข้าใจ
กระบวนการเรียนรู้โดยธรรมชาติ เป็นการเรียนรู้ที่มีความสัมพันธ์กันเป็นสังคม กล่าวคือ ความรู้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคม ความรู้มาจากการที่คนอื่นได้แสดงออกของความคิดที่แตกต่างกันออกไป และกระตุ้นให้เราเกิดความสงสัย เกิดคำถามที่ทำให้เราอยากรู้เรื่องใหม่ๆ
ดังนั้น การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ต้องมีสังคม ต้องดึงเอาความรู้เก่าออกมาและต้องให้ผู้เรียนคิดและแสดงออก ซึ่งจะทำได้เฉพาะกับสังคมที่มีการสนทนากัน แม้ว่าบางครั้งการสนทนาหรือการแสดงความคิดเห็นอาจจะไม่ตรงกันหรือมีความ ขัดแย้งกัน แต่ความขัดแย้งจะทำให้เราเกิดการพัฒนาและได้ทางเลือกใหม่จากที่คนอื่นเสนอ ฉะนั้นต้องทำให้ผู้เรียนได้แสดงออกมาว่ารู้อะไร และให้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียนรู้โดยที่ครูหรือผู้สอนเป็นผู้ ช่วยเหลือเขา
สิ่ง สำคัญมากประการหนึ่ง คือ ครูจะต้องมีเวลากลับไปทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการออกแบบชั้นเรียน และถ้าผู้เรียนสามารถสร้างวิธีการประเมินตนเองในการเรียนรู้ที่ผ่านมา ก็จะประเมินตนเองได้ว่าได้ทำอะไรเพิ่มเติมจากที่ครูประเมิน ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ ของเขาและสะท้อนว่าเขาได้ เรียนอะไรและทำได้ดีเพียงไร
การเรียนรู้ตามทฤษฎี Constructivism กับเด็กปัญญาเลิศ
ตามสถิติทั่วโลกมีเด็กปัญญาเลิศ (Gifted) หรือเด็กที่มีความสามารถพิเศษประมาณร้อยละ 5 ของเด็กนักเรียนทั้งหมด ซึ่งเด็กปัญญาเลิศมักมีพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากเด็กปกติทั่วไปที่อยู่ในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด
ลักษณะพฤติกรรมโดยทั่วไปของเด็กปัญญาเลิศที่จะเป็นข้อสังเกตสำหรับครู คือ
- สามารถเรียนรู้ที่จะอ่านได้ตั้งแต่อายุยังน้อย มีความเข้าใจในเรื่องภาษาได้ดีกว่าเด็กวัยเดียวกัน
- มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถที่จะคิดสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเอง และมีความคิดที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ
- สามารถคิดหาทางออกหรือทางแก้ปัญหาที่แตกต่างไปจากคนอื่น
- สามารถคิดเชื่อมโยงสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันให้สามารถเกี่ยวข้องกันได้
- มีความสุขที่จะเรียนรู้การแก้ปัญหา
- เป็นเด็กช่างสงสัย ชอบถามโน่นถามนี่อยู่ตลอดเวลาคำถามมักเป็นคำถามในลักษณะที่ต้องการคำอธิบายว่า ทำไม อย่างไร
- มีความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ด้วยตนเอง ไม่ตามแบบอย่างคนอื่น
- ค่อนข้างไวต่อความรู้สึกของคนอื่น สามารถอ่านคนอื่นออก โดยไม่ต้องใช้ภาษาพูด
- ชอบแสดงความคิดเห็น
- สามารถปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลงได้
- อาจมีความสามารถพิเศษบางอย่าง เช่น ด้านดนตรี กีฬา เป็นต้น
ในความคิดของพ่อแม่ เด็กปัญญาเลิศมีความสามารถขนาดนี้ ไม่น่าจะมีปัญหาในการเรียน แต่จริงๆ แล้วอาจมีปัญหาการเรียนได้มาก เนื่องจากสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ และเทคนิคการสอน อาจจะไม่เหมาะกับเขา แต่แนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ Constructivism ดังกล่าวข้างต้น มีความเหมาะสมสำหรับนำมาใช้กับเด็กปัญญาเลิศได้ดี
การที่เด็กจะมีปัญญาเลิศไม่ใช่เกิดจากปัจจัยกรรมพันธุ์เพียงอย่างเดียว แต่มีวิธีที่จะสร้างหรือพัฒนาเด็กที่มีพรสวรรค์ปัญญาเลิศให้พัฒนาตนเอง โดยการให้เขามีประสบการณ์ที่หลากหลายรูปแบบและในฐานะที่เป็นพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตของลูก ถ้าเราเป็นตัวอย่างของคนที่ช่างซักช่างถามหรือคนที่ชอบพัฒนาตนเอง เด็กจะเห็นตัวอย่างจากเราและเรียนรู้ตลอดเวลา ฉะนั้นเราจึงต้องเป็นรูปแบบของการเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร นวนิยาย รวมทั้งเขียนจดหมาย บทความ โน้ต ใช้คอมพิวเตอร์ เดินทาง และพูดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มา ยิ่งถ้าเราแสดงให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างว่าเราอยากเรียนรู้ และให้ลูกรู้ว่าความต้องการอยากเรียนรู้อย่างไม่หยุดหย่อนจะเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จในวันข้างหน้า ก็จะเป็นวิธีกระตุ้นสมองลูกให้มีปัญญาเลิศได้
การเรียนรู้ตามทฤษฎี Constructivism กับสมาธิของเด็ก
การเรียนรู้ตามทฤษฎี Constructivism จะช่วยให้ผู้เรียนมีสมาธิ สามารถทำงานได้นานขึ้นได้อย่างไร
เรื่อง สมาธิจะขึ้นอยู่กับอายุของผู้เรียน ถ้าผู้เรียนอายุมากขึ้นก็จะมีสมาธิมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่จะทำให้สมาธิดีขึ้น คือ ต้องมีสถานที่สำหรับให้ผู้เรียนทำการบ้านหรือศึกษาค้นคว้า เช่น อาจมีโต๊ะเขียนหนังสือหรือมีบริเวณไหนของบ้านก็ได้ที่จะใช้เป็นที่ทำการบ้าน เป็นที่เรียนหนังสือ เป็นที่ศึกษาค้นคว้า นอกจากนี้ บริเวณนั้นจะต้องมีสิ่งของที่เขาจำเป็นต้องใช้ เช่น อาจมีพจนานุกรม (dictionary) และควรเป็นสถานที่ที่อยู่ห่างไกลจากโทรทัศน์ เพื่อที่เด็กจะได้มีสมาธิ ไม่วอกแวกได้ง่าย
จริงอยู่บางคนอาจจะทำการบ้านได้ดีถ้ามีเสียงดนตรีเบา ๆ หรือมีเสียงคนรอบๆ ซึ่งจะต้องศึกษาดูว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนหรือไม่ แต่สำหรับความคิดเห็นของผู้บรรยายคิดว่าควรเงียบๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุของผู้เรียนด้วย และพ่อแม่ไม่ควรจุ้นจ้านวุ่นวายมากนัก แต่ต้องอยู่แถวๆ บริเวณนั้นเพื่อคอยตอบคำถาม สิ่งที่จะตอบต้องเป็นไปในแง่บวก เช่น อาทิตย์ที่ผ่านมาผู้บรรยายนั่งดูลูกทำการบ้าน ซึ่งกำลังเขียนบนจอคอมพิวเตอร์ เมื่อเข้าไปดูเห็นผิดมาก แต่ก็จะยังไม่พูด เมื่อลูกถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ก็จะหยุดนิดหนึ่ง แล้วอ่านสิ่งที่ลูกเขียน เห็นว่ามีคำสะกดผิด แต่ก็จะยังไม่พูด พูดคุยกับลูกว่าคิดอย่างไรเกี่ยวกับแนวคิดการเขียนที่ว่าดี บอกให้ลูกอ่านดังๆ จะได้ฟังว่าดีไหม เมื่อลูกอ่านไปสักข้อความหนึ่งก็จะเห็นเองว่าเขียนผิด เขาก็จะแก้ และพบว่าถ้าเราอยู่กับเขาตรงนั้น และค่อยๆ แบ่งเป็นช่วงๆ คืออ่านไปก่อนและให้ลูกดูเป็นช่วงๆ โดยมีคำแนะนำที่นุ่มนวล จะทำให้เด็กสามารถมีสมาธิที่นานขึ้น
การ จะกระตุ้นให้เด็กอยากทำอะไร แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ อยากทำจากข้างในของเด็กเอง คือเด็กอยากจะทำเอง กับอยากทำจากข้างนอกโดยการกระตุ้นจากพ่อแม่ให้เด็กอยากทำ เช่น เราบอกให้ลูกทำและเมื่อทำแล้วจะได้อะไร ซึ่งความจริงเราอยากให้ลูกอยากทำเองโดยที่เราไม่ต้องกระตุ้นมากนัก แต่ก็พบว่าการกระตุ้นจากข้างนอกก่อน นานๆ ไปจะทำให้เด็กเกิดความอยากทำออกมาจากข้างในเอง
ยกตัวอย่าง ถ้าเราอยากให้ลูกสาวนั่งอ่านหนังสือคนเดียว ทั้งที่รู้ว่าลูกสาวชอบไปเล่นที่สนามเด็กเล่นกับเราและจูงสุนัขไปด้วย เราก็บอกลูกสาวว่า หนูอ่านหนังสือคนเดียวก่อนนะสักเท่านี้นาที เมื่อหนูอ่านเสร็จแล้วแม่จะพาหนูไปเล่นที่สนามเด็กเล่น พบว่า หลังจากที่ทำเช่นนี้ไปได้ระยะหนึ่ง ในที่สุดลูกสาวก็อยากอ่านหนังสือเองโดยไม่ต้องเอาสนามเด็กเล่นมาเป็นเงื่อนไข นั่นคือกระตุ้นจากภายนอกก่อนแล้วความอยากทำจากข้างในจะถูกกระตุ้นออกมาเอง
เมื่อ นำวิธีการดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับเด็กรายหนึ่งที่นั่งหลับตลอดในห้องเรียน พบว่าไม่เกิดผล ซึ่งเมื่อพูดคุยกับเด็กคนนี้เพื่อค้นหาว่ามีปัญหาอะไร ก็พบว่าเด็กเป็นโรคทางการนอนที่ไม่สามารถรักษาทางการแพทย์ได้ ฉะนั้นก่อนที่จะสรุปปัญหาเกี่ยวกับตัวเด็ก ควรดูก่อนว่าเด็กมีปัญหาทางร่างกายหรือไม่
กรณีปัญหาของเด็กรายนี้ อาจลองตรวจสอบข้อมูลว่าเด็กดูทีวี วิดีโอ เล่นเกมส์ ไปเที่ยวดึกหรือไม่ ทำให้มีเวลานอนน้อยจึงมาหลับในห้องเรียน ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องเชิญพ่อแม่เด็กมาพูดคุยถึงปัญหาด้วย ว่าจะทำอย่างไรจึงจะกระตุ้นแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของเด็ก พบว่า บางทีอาจต้องพาเด็กไปพบกับคนที่มีอาชีพที่เด็กสนใจ เพื่อให้เห็นว่าจำเป็นที่เขาจะต้องเรียนรู้ในห้องเรียน เพื่อจะได้นำไปใช้กับชีวิตจริง
บทบาทของครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎี Constructivism
การจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎี Constructivism จะดีที่สุดสำหรับห้องเรียนที่มีเด็ประมาณ 20 คน แต่อย่างไรก็ดียังสามารถใช้ได้กับห้องเรียนที่มีเด็ก 60-70 คน ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ยากสำหรับครูก็ตาม
พฤติกรรมที่สำคัญสำหรับครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎี Constructivism คือ
1. ครูจะต้องดึงความรู้เดิมของผู้เรียนออกมาให้ได้ว่าผู้เรียนมีความรู้เดิมอะไรอยู่บ้างแล้ว
2. จากนั้นครูต้องสร้างสิ่งกระตุ้นที่ท้าทายผู้เรียน ให้เขาตั้งสมมุติฐาน ตั้งคำถาม และคิดทบทวนว่าความรู้เดิมที่เขามีอยู่คืออะไร ครูต้องกระตุ้นให้ผู้เรียนสร้างคำถาม ตั้งสมมุติฐาน และหาวิธีที่จะตอบคำถามนั้นให้ ได้
3. ครูต้องสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม และกระตุ้นให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ไม่ใช่ให้นั่งดูเฉยๆ ผู้เรียนจะทำอะไรก็ทำไป ครูต้องเน้นถึงกิจกรรมที่จะให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติ
ครูจะทำอย่างไรจึงจะรู้ได้ว่าผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และมีการเรียนรู้เกิดขึ้น ครูจะรู้ได้โดยให้ผู้เรียนแสดงออก บางครั้งครูอาจตั้งคำถามและบอกให้ผู้เรียนเขียนและยกคำตอบขึ้นมา หรือบางครั้งอาจจะให้ผู้เรียนบอกเพื่อนข้างๆ หรือให้ผู้เรียนถกปัญหากันเองในกลุ่มเล็กๆ เพื่อให้การเรียนรู้เกิดขึ้น เพราะการที่ครูมองหน้าผู้เรียนเพื่อจะหาคำตอบว่ารู้เรื่องที่พูดถึงหรือไม่ ครูจะไม่ได้รับคำตอบ ดังนั้น ครูจึงต้องหาวิธีที่จะดึงสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ออกมา และครูจะต้องทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการที่ต้องคิดและพูดในเรื่องที่ครูได้พูดและแสดงออกมาในรูปแบบใดก็ ได้ ว่ากำลังเรียนรู้
4. ครูที่จัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎี Constructivism ต้องวางแผนการสอนอย่างมากที่จะคิดคำถามล่วงหน้าเพื่อที่จะถามผู้เรียนเพื่อ ให้เขาได้แสดงออก และควรจดลงในแบบเตรียมการสอนด้วยโดยคำกริยาที่ครูควรใช้ในการตั้งคำถามกับ ผู้เรียน คือ วิเคราะห์ ตั้งสมมุติฐาน ทำนาย ประเมิน เปรียบเทียบ สร้างสรรค์ เพราะคำกริยาต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้ผู้เรียนเกิดความคิดที่ลึกซึ้ง คิดวิเคราะห์และหาทางพิสูจน์มากขึ้นกว่าการใช้คำว่า บอกมา บ่งชี้มา หรืออธิบายมา คำถามที่ใช้คำกริยาเหล่านี้เป็นคำถามที่เด็กปั..าเลิศจะลุกขึ้นตอบ และจะกระตุ้นให้เด็กทั่วๆ ไปคิดมากขึ้น ไม่ใช่ให้เด็กนั่งเฉยๆ แล้วครูคิดว่ามีอะไรที่จะต้องให้เด็กท่องจำ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะต้องเป็นเช่นนั้นแต่ไม่ใช่การสอนทั้งหมด
การจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎี Constructivism จะต้องอยู่บนพื้นฐานที่ผู้เรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้และสามารถสร้างงานออกมาจากการเรียนรู้นั้น ครูจะต้องไม่ทิ้งหลักสูตรทั้งหมดและไม่ใช่สอนเฉพาะสิ่งที่ผู้เรียนสนใจเท่านั้น เนื่องจากผู้เรียนไม่ได้สนใจว่าหลักสูตรเป็นอย่างไร แต่ครูต้องกระตุ้นให้ผู้เรียนตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่ครูจะสอน ไม่ใช่เอาความสนใจของผู้เรียนมานำสิ่งที่ครูจะสอน ต้องใช้วิธีการสอนที่กระตือรือร้น ผู้เรียนมีส่วนร่วม มีการซักถาม มีลักษณะการคุยกันเป็นสังคม จัดห้องเรียนที่ให้ผู้เรียนสามารถแสดงออก พูดคุยระหว่างกัน สามารถทบทวน สะท้อนความคิดออกมาให้เห็นว่าเกิดการเรียนรู้
5. ครูจะต้องให้เวลาผู้เรียนที่จะทำงานคนเดียว หรือทำงานกับเพื่อน หรือทำงานเป็นกลุ่ม และต้องให้มีการติดต่อเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ ติดต่อกับโลกความเป็นจริงด้วย ต้องเน้นว่าสิ่งที่เรียนรู้เชื่อมโยงกันอย่างไร และเชื่อมโยงกับความเป็นจริงในโลกของเขาอย่างไร
วิธีการ หนึ่ง คือ จัดกลุ่มผู้เรียนกลุ่มเล็กๆ อาจจะประมาณ 4-5 คนต่อกลุ่ม และมอบหมายงานให้แต่ละกลุ่มทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องบอกด้วยว่างานนั้นคืออะไร กำหนดหน้าที่และมอบหมายหน้าที่ให้ทำ เช่น เป็นคนเขียน เป็นคนจับเวลาเป็นต้น ครูต้องช่วยประสานงานให้งานดำเนินไปได้ ต้องสอนบทบาทเมื่ออยู่ในกลุ่มว่าต้องมีบทบาทอะไร ซึ่งถ้าไม่ทำเช่นนั้น อาจทำให้ผู้เรียนลอยละล่องหลุดออกไปจากสิ่งที่แนะนำ หรือผู้เรียนฟังคำชี้แจงแล้วไม่ทำงาน ฉะนั้นจึงต้องเน้นบทบาทของผู้เรียนให้ชัดเจนในกลุ่ม และให้โอกาสเขาสามารถพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน และหาแนวทางว่ากลุ่มจะไปในแนวทางไหน เพราะถ้าไม่มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันในกลุ่มแล้ว จะพบว่าการเรียนรู้จะไม่เกิด แต่ถ้าเขาสามารถทำเป็นกลุ่มเรียนรู้ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นดีมากกว่าการที่ครูจะพูดและเด็กนั่งนิ่งๆ คนเดียวหรืออ่านหนังสือคนเดียว
6. เทคนิคการสอนของครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎี Constructivism คือ
การสอนบรรยายในขณะที่บรรยาย ครูอาจจะหยุดบอกผู้เรียนให้จดสิ่งสำคัญที่ครูพูดไป และให้ผู้เรียนพูดคุยกับเพื่อนว่าสิ่งที่พูดไปคืออะไร
การตั้งคำถาม ให้ผู้เรียนพูดคุยกันถึงสิ่งที่พูด และถามตอบกันเองในกลุ่มเล็กๆ
การให้เด็กทำนาย โดยการเล่านิทาน หลังจากนั้นหยุดให้ผู้เรียนทำนายว่าตอนจบของเรื่องจะเป็นอย่างไร พร้อมทั้งให้บอกเหตุผลว่าทำไมจึงทำนายอย่างนั้น
การวิเคราะห์ เช่น การสอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศหนึ่ง ครูให้การบ้าน ให้ผู้เรียนไปอ่านเกี่ยวกับพลเมืองโดยมีข้อมูลเบื้องต้นอยู่ในหนังสือ เมื่อเขามาโรงเรียน ให้เขาทำเป็นรายงานในชั้น เป็นการนับพลเมืองและให้กำหนดแนวนโยบายของประเทศนั้น สิ่งที่ครูใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจว่าพลเมืองได้ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ความบกพร่องในการเรียนรู้
คุณจะรู้สึกอย่างไรถ้าทุกครั้งที่คุณต้องการอ่านหนังสือ อ่านบทความ แต่วิธีการมองเห็นสิ่งที่อ่านจะไม่เหมือนกับคนอื่นๆ จะเห็นกลับหัวกลับหางเหมือนมองในกระจกเงา
คงเป็นเรื่องน่าท้อถอยสำหรับคนที่เป็นเช่นนั้น แต่เป็นสิ่งที่น่าท้าทายสำหรับครูที่จะให้การศึกษาหรือจัดการเรียนรู้กับคนที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ และจะทำอย่างไรให้คนทั่วๆ ไปรู้สึกเห็นใจต่อเด็กและผู้ใหญ่ที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้
มีคำศัพท์ต่างๆ เกี่ยวกับความบกพร่องในการเรียนรู้ที่จะให้ทุกคนเข้าใจ ได้แก่
คำว่า "ความบกพร่องในการเรียนรู้หรือแอลดี (Learning Disability - L.D.)" ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ใช้คำนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. 1964 คนบางคนอาจจะไม่ชอบคำว่า "พร่อง" หรือ "Disability" แต่คำนี้ก็ได้ใช้มานานถึง 35 ปี บางคนจะใช้คำว่า Learning Disorder หรือความผิดปกติทางด้านการเรียน ซึ่งใช้บ่อยในทางการแพทย์ หรือบางคนอาจบอกว่าเป็นการเรียนรู้ที่ยาก หรือบางคนอาจบอกว่าเป็นการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน แต่ถ้าให้เลือกได้สำหรับผู้บรรยายคงเลือกคำว่าการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป (Learning Different) เพราะจริงๆ แล้วนั่นคือปัญหา
บุคคล ที่มีชื่อเสียงมากที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ ได้แก่ เรียวนาโด นาวินชี อัลเบิร์ด ไอน์สไตน์ วินสตัน เชอร์ชิล และคนที่รู้จักกันมากที่สุดคือ โทมัส เอวา เอดิสัน ซึ่งเป็นนักประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าชาวอเมริกัน เป็นคนที่มีความฉลาดมากแทบจะเป็นอัจฉริยะ เขาเป็นคนที่ถูกโรงเรียนส่งกลับบ้านเมื่ออายุเพียงแค่ 8 ขวบ โดยทางโรงเรียนบอกว่าเป็นคนซึ่งสอนไม่ได้ แม่ของเขาเป็นครูและเป็นคนที่มีความคิดและจิตใจยิ่งใหญ่มาก ได้ใช้เวลาอย่างใจเย็นที่จะสอนให้เขาอ่านหนังสือ เพราะฉะนั้นจึงควรจะใช้คำว่า Learning different หรือความแตกต่างทางการเรียนมากกว่า เพราะเขาสามารถใช้พรสวรรค์ของเขาที่ต่างไปจากคนอื่นใช้ สิ่งเหล่านี้เป็นความจริงใจที่จะทำให้เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ มีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป
อีกคำหนึ่งเป็นคำเรียกแบบอเมริกัน คือ คำว่า "ชั้นเรียนปกติ (Mainstream classes)" และคำว่า "ชั้นเรียนพิเศษ (Special education)" ที่หมายถึงการศึกษาพิเศษ อาจจะเป็นชั้นเรียนสำหรับคนที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้หรือแอลดี หรืออาจจะเป็นห้องเรียนซึ่งมีอุปกรณ์ต่างๆ
การศึกษาพิเศษ (Special Education)
การศึกษาพิเศษ หมายถึง การสอนพิเศษสำหรับเด็กที่มีลักษณะแตกต่างไปจากเด็กปกติทั่วไป แต่ไม่ใช่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรทั่วๆ ไปของการศึกษาการศึกษาพิเศษอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงชั้นเรียนปกติเพียง เล็กน้อย สิ่งที่สำคัญ คือ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดและสิ่งที่โรงเรียนแต่ละแห่ง จะต้องทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือ เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้จะต้องได้เรียนกับเด็กปกติและเรียนในชั้น เรียนพิเศษ การเรียนในชั้นเรียนพิเศษอาจใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง
หรือหนึ่งชั่วโมงต่อวันเท่านั้นกรณีที่เด็กมีความบกพร่องในการเรียนรู้เล็กน้อย ให้การช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย แต่เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ระดับปานกลางอาจจะต้องอยู่ในชั้นเรียนพิเศษเป็นเวลา 1-3 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนเด็กที่อยู่ในชั้นเรียนพิเศษเป็นส่วนใหญ่ คือ 4-6 ชั่วโมง จะเป็นกลุ่มที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ระดับรุนแรงซึ่งมีไม่มากนัก
เราพบว่าเด็กปกติจะไม่ถูกกระทบกระทั่งเลยถึงแม้จะมีเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้เรียนอยู่ในชั้นเรียนเดียวกันกับเขา และในชั้นเรียนปกติก็จะช่วยเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ได้มากเพราะเด็กจะพยายามตามให้ทันเพื่อน ทำให้เขาอยากทำให้ดีขึ้น
มี คำถามว่าเราจะบอกเด็กปกติอย่างไรว่ามีเด็กพิเศษเรียนร่วมกับเขา และทำไมเด็กเหล่านี้จึงมีหลายๆ อย่างไม่เหมือนกับเขา ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้เด็กปกติและเด็กพิเศษได้เรียนรู้ร่วมกันได้และมีทัศนคติที่ดี ต่อกัน สิ่งเหล่านี้เราสามารถทำได้ คือ การพูดคุยกับชั้นเรียน โดยขอให้เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ออกจากห้องเรียนก่อน และพูดคุยให้เขามีความรู้ในเรื่องของเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหา หรืออาจให้เขาอ่านข้อความในกระดาษแล้วถามว่าข้อความยากไหม เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้จะอ่านได้ยากกว่านี้อีก ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจและมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ เพราะถ้าเขาไม่รู้ ไม่เข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจก็อาจจะไม่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรจัดเด็กเข้ามาอยู่ในชั้นเรียนพิเศษตลอดไป เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดี การจะต้องแยกเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ออกจากชั้นเรียนปกตินั้น จะเกิดขึ้นเมื่อจำเป็นจริงๆ คือ เกิดความรุนแรงของความบกพร่องนั้น ซึ่งถึงแม้จะช่วยด้วยการเรียนรู้ เพิ่มเติมในชั้นเรียนปกติ แล้วก็ไม่สามารถเรียนรู้ได้ผล
สิ่ง ที่เราพบในประเทศสหรัฐอเมริกา คือ เราพยายามที่จะทำงานกับเด็กพิเศษเหล่านี้ ดึงเขาออกมาและจัดให้เขาเข้าไปอยู่ในชั้นเรียนพิเศษ แต่เราปล่อยเขาไว้ในชั้นเรียนพิเศษนานเกินไปโดยไม่ได้กำหนดว่าเมื่อไรจึงจะ มีการปรับเปลี่ยนให้เขากลับเข้ามาเรียนในชั้นเรียนปกติบ้าง ซึ่งปัจจุบันกฎหมายของประเทศได้ปรับเปลี่ยนว่าเราไม่ควรทำเช่นนั้นอีกต่อไป
เป็นที่น่าสนใจว่าโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาที่รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา จัดให้เด็กที่มีภาวะปัญญาอ่อนระดับปานกลางเรียนอยู่ในชั้นเรียนปกติ ซึ่งก็ทราบว่าเด็กเหล่านี้เรียนในชั้นเรียนปกติไม่ได้ แต่โรงเรียนก็ต้องการให้เรียนอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน เพื่อที่จะรับประทานอาหารที่เดียวกัน ใช้บริเวณโรงเรียนเดียวกัน และเด็กปกติคนอื่น ๆ จะได้เห็นว่าเด็กที่มีภาวะปัญญาอ่อนระดับปานกลางมีลักษณะอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเด็กปกติที่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้
เมื่อ ประมาณ 15-20 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เราทำคือ เราจัดเด็กที่มีภาวะปัญญาอ่อนระดับปานกลางให้อยู่ในสถาบันที่บำบัดเฉพาะทาง หรืออาจจะต้องอยู่ที่บ้านหรือโรงพยาบาลทั้งที่เขาไม่ได้ป่วยเป็นโรคจิต ซึ่งเราได้เรียนรู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับเด็กเหล่านั้น เพราะฉะนั้นปัจจุบันจึงมีน้อยมากที่เด็กเหล่านี้จะอยู่ในสถาบันทางด้าน จิตเวช ยกเว้นเด็กที่มีปัญหาทางด้านจิตเวชหรือภาวะปัญญาอ่อนระดับรุนแรงมากจริงๆ เท่านั้น
กฎหมายว่าด้วยการศึกษาพิเศษสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่อง
กฎหมาย ว่าด้วยการศึกษาพิเศษสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็น กฎหมายที่ใหม่มาก เพิ่งผ่านสภาฯ เมื่อวันที่ 11 เดือนพฤษภาคม 2542 เป็นกฎหมายที่จำเป็นต้องให้การศึกษาแก่เด็กที่มีความต้องการเป็นพิเศษ กฎหมายฉบับแรกได้ถูกกำหนดขึ้นใน ค.ศ. 1975 โดยก่อนหน้านั้นหลายรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกามีกฎหมายว่าด้วยการศึกษาพิเศษ สำหรับเด็กที่มีความบกพร่อง แต่ไม่ได้มีกฎหมายของทั้งประเทศที่จะกล่าวถึงการศึกษาพิเศษสำหรับผู้ที่มี ความบกพร่อง ฉะนั้นใน ค.ศ.1975 จึงได้เริ่มพูดถึงคำจำกัดความต่างๆ ของบุคคลที่มีความบกพร่อง
กฎหมายใหม่ล่าสุดของประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดลักษณะของเด็กที่เรียกว่าเป็นเด็กที่มีความบกพร่องไว้ ดังนี้
- มีความบกพร่องทางจิต เป็นกลุ่มปัญญาอ่อน (Mental Retard)
- มีอารมณ์แปรปรวนอย่างรุนแรง
- สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
- มีความผิดปกติทางด้านภาษา
- หูหนวก
- หูหนวกตาบอด
- ออทิซึ่ม
- มีความผิดปกติทางด้านกล้ามเนื้อและกระดูก
- มีความผิดปกติหลายๆ ด้าน คือ มีมากกว่า 1 ด้านในขณะเดียวกัน
- มีความผิดปกติในด้านการเรียนรู้
- มีความผิดปกติ ทางด้านการมองเห็นรวมถึงตาบอด
- มีความผิดปกติทางด้านสุขภาพต่างๆ เช่น อาจมีหอบมากและไม่สามารถเรียนได้ตามปกติ หัวใจผิดปกติ
อย่างไรก็ตามกฎหมายใหม่ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้รวมถึงเด็กสมาธิสั้น หรือ ADHD คือ สมาธิสั้นและอยู่ไม่นิ่งเข้าในกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่อง แต่จะต้องมีคำจำกัดความครบ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีข้อนี้ นอกจากนั้นยังรวมถึงผู้ที่ต้องการการศึกษาพิเศษด้วย
ประมาณ ร้อยละ 50 ของเด็กที่มีความผิดปกติจะเป็นเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียน โดยจำแนกเป็น ร้อยละ 10 จะเป็นเด็กปัญญาอ่อน ประมาณร้อยละ 55 เป็นเด็กที่มีความพิการ และประมาณร้อยละ 35 จะเป็นเด็กที่มีความผิดปกติด้านอื่นๆ เมื่อคิดเป็นร้อยละของเด็กทั้งหมดในประเทศสหรัฐอเมริกา คือ ร้อยละ 5 ของเด็กในประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีความบกพร่องในการเรียน นั่นคือถ้ามีเด็ก 40 คน โอกาสที่เด็กจะมีความบกพร่องในการเรียน คือ ประมาณ 2 คน ซึ่งจะสามารถจัดอยู่ในกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้หรือแอลดี (L.D.) ตามคำจำกัดความของกฎหมายว่าด้วยการศึกษาพิเศษสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องของ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ข้อบ่งชี้สำหรับตรวจหาความบกพร่องในการเรียนเฉพาะด้าน
ข้อบ่งชี้ว่าเด็กมีความบกพร่องในการเรียนเฉพาะด้าน คือ
1. เด็กคนนั้นไม่สามารถประสบความสำเร็จ เมื่อเทียบอายุกับระดับความสามารถในหนึ่งหรือสองข้อของสิ่งที่ได้กล่าวถึงในข้อ 2 ทั้งๆที่ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมตามอายุและระดับความสามารถ
2. เด็กคนนั้นมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างความสำเร็จและเชาวน์ปัญญาในหนึ่งข้อหรือมากกว่าในสิ่งเหล่านี้
- การแสดงออกทางคำพูด
- การเข้าใจจากการฟัง
- การแสดงออกทางการเขียน
- ทักษะพื้นฐานของการอ่าน
- การเข้าใจทางการอ่าน
- การคำนวณทางคณิตศาสตร์
- การใช้คณิตศาสตร์ในการให้เหตุผล
โดยกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดว่า ถ้าความแตกต่างกันระหว่างความสามารถกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากความบกพร่องทางการมองเห็น การได้ยิน กล้ามเนื้อ ปัญญาอ่อน อารมณ์ที่ผันผวนผิดปกติ หรือเกิดจากการขาดแคลนสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรม จนทำให้ไม่สามารถใช้สมองได้เต็มตามศักยภาพแล้ว ถือว่าไม่จัดเป็นความบกพร่องในการเรียนรู้หรือแอลดี
มี คำถามว่าเราสามารถสังเกตเห็นหรือวินิจฉัยว่าเด็กมีความบกพร่องในการเรียนรู้ ได้เมื่อเด็กอายุประมาณเท่าไร และทำอย่างไรจึงจะให้พ่อแม่และครูเข้าใจว่าเด็กที่มีความบกพร่องในการ เรียนรู้มีความยากลำบากในการเรียนรู้ ตรงนี้ต้องระวังมากในการประทับตราว่าเด็กมีความบกพร่องในการเรียนรู้ เพราะเด็กที่อายุน้อยกว่า 8-9 ขวบ จะยังมีการพัฒนาสมองเกิดขึ้นอีกมาก เราจึงยังไม่บอกว่าเด็กมีความบกพร่องในการเรียนรู้จนกว่าเด็กจะขึ้นชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ช่วยเด็กก่อนหน้านี้ เพราะเด็กบางคนอาจจะมีความบกพร่องในการเรียนรู้มากจนเราเห็นได้ว่ามีปัญหา เราจึงช่วยเขาก่อนจะขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
นอกจาก นี้ สิ่งสำคัญที่จะทำให้พ่อแม่และครูรู้ว่าเด็กเป็นผู้ที่มีความบกพร่องในการ เรียนรู้ คือ ต้องเสนอแนวคิดผ่านไปทางสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ที่ให้ดูเกี่ยวกับทอม ครู๊ส และแชร์ ว่าเป็นผู้ที่มีปัญหาทางการอ่าน หรือใช้รายการทอล์กโชว์ดังๆ ทั้งหลายในทีวีพูดเรื่องเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์หรืออาจส่งเอกสารความรู้ เกี่ยวกับความบกพร่องในการเรียนรู้ไปให้ทางโรงเรียน หรือก็ค่อยๆ สอดใส่ความรู้เรื่องความบกพร่องในการเรียนรู้ลงในคอลัมน์เล็กๆ ในวารสารของโรงเรียน เป็นต้น
กระบวนการประเมิน
การ ประเมินต้องทำหลายๆ วิธีจนกว่าจะบอกได้ว่าเด็กคนนั้นจำเป็นต้องได้รับการศึกษาพิเศษ การทดสอบและการประเมินจำเป็นต้องเลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้แบบทดสอบชนิดต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกีดกั้นหรือแบ่งแยกออกไปตามเผ่าพันธุ์ สีผิว ภาษา หรือวัฒนธรรม อันเนื่องมาจากภาษาพื้นเมืองของเด็กบางคนอาจใช้ไม่ได้กับแบบทดสอบบางชนิด
กระบวนการประเมินจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
- การเลือกใช้แบบทดสอบมาตรฐานเพื่อทดสอบเด็กจะต้องมีเหตุผลชัดเจนว่าใช้ทดสอบเพื่ออะไร และใช้โดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนและมีความรู้ และทดสอบเป็นรายบุคคล
แบบทดสอบที่นิยมใช้กันมากในประเทศสหรัฐอเมริกา
แบบทดสอบที่ใช้ทดสอบเพื่อประเมินความบกพร่องทางการเรียนที่นิยมใช้กันมากในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแบบทดสอบเท่านั้นแต่ไม่ใช่ทั้งหมด คือ
- แบบทดสอบเชาวน์ปัญญา (Intelligence tests หรือ IQ test)
- แบบทดสอบที่ใช้มากที่สุดคือ แบบทดสอบเชาวน์ปัญญาสำหรับเด็ก (WISC-III) มีแบบทดสอบย่อยที่ใช้ทั้งด้านการพูดและการกระทำ
- แบบทดสอบ Woodcock-Johnson Acheivement Test เป็นแบบทดสอบเชาวน์ปัญญา มี 21 แบบทดสอบย่อย เพื่อที่จะใช้สอบถามเรื่องเชาวน์ปัญญา แบบทดสอบย่อยเหล่านี้ใช้วัดมากกว่าวัดระดับความสามารถทางเชาวน์ปัญญา แต่สามารถประเมินได้ว่าจุดเด่นและจุดด้อยคืออะไร บางแบบทดสอบอาจช่วยบอกเราว่า เขาทำได้ดีเกี่ยวกับเรื่องของการเห็น บางแบบทดสอบอาจทดสอบการได้ยินของเด็ก หรืออาจพบว่าเด็กมีปัญหาในเรื่องความจำ เรื่องคำพูด
นอกจากนั้นยังมีแบบทดสอบเฉพาะบุคคลอื่นๆ อีกที่ใช้ประเมินความบกพร่องในการเรียนรู้
มี คำถามว่า เด็กอายุ 4-5 ขวบ ระดับไอคิว 46 จะเรียนหนังสือได้หรือไม่ ก่อนอื่นการทดสอบไอคิวในเด็ก 4-5 ขวบ อาจทดสอบได้ไม่ค่อยชัดเจนและอาจไม่ถูกต้อง เป็นสิ่งค่อนข้างอันตรายมากที่จะทดสอบไอคิวเด็กเล็กและประทับตราลงไปว่าไอ คิว 46 เพราะระดับไอคิว 46 จัดอยู่ในกลุ่มเด็กปัญญาอ่อนระดับปานกลาง ซึ่งสอนได้แต่จะสอนยากเล็กน้อย แต่ทว่าเด็กที่มีระดับไอคิว 46 ก็เรียนหนังสือได้แต่จะมีความยากลำบากมากกว่าเด็กอื่นและคงเรียนในโปรแกรม การศึกษาเฉพาะของเขา
เด็กจะต้องถูกทดสอบในเรื่องความบกพร่องทั้งด้านสุขภาพการมองเห็น การได้ยิน สังคม อารมณ์ ความสามารถทางเชาวน์ปัญญา ความสามารถทางด้านวิชาการ การสื่อความหมาย และความสามารถทางด้านกล้ามเนื้อ อย่างน้อยที่สุดที่ควรจะทำ คือเวลาที่คิดว่าเด็กน่าจะมีความบกพร่องในการเรียนรู้ ควรจะต้องดูให้แน่ใจว่าเขาเห็นและได้ยินเป็นปกติหรือไม่ มีเด็กหลายคนที่คิดว่ามีความบกพร่องในการเรียนรู้หรือแอลดีแล้วส่งไปตรวจหูและพบว่าเขามีปัญหาการได้ยิน ซึ่งไม่จัดเขาอยู่ในกลุ่มที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะพูดถึงความบกพร่องทางการเรียนรู้ ต้องตรวจเช็คให้แน่ใจว่าหูและตาไม่มีปัญหา เพราะเรามักจะได้ประวัติทางสุขภาพจากพ่อแม่ของเด็ก ซึ่งเราอาจจะมองข้ามปัญหาสุขภาพไป ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ
สรุปทฤษฎีการเรียนรู้แนว constructivism
ตามสถิติทั่วโลกมีเด็กที่มีความสามารถพิเศษหรือเด็ก Gifted ประมาณร้อยละ 5 ของเด็กนักเรียนทั้งหมด และทฤษฎีการเรียนรู้แนว constructivism ไม่ได้จำกัดการใช้เฉพาะในเด็กที่มีความสามารถพิเศษเท่านั้น แต่สามารถที่จะนำไปใช้ได้ในเด็กปกติหรือเด็กที่มีปัญหาด้วย
ลักษณะทั่วๆ ไปของเด็กที่มีความสามารถพิเศษที่พ่อแม่จะสังเกตเห็น คือ ถึงแม้ว่าเขาจะอายุแค่ 6-7 ขวบ แต่เขาพูดจาเฉลียวฉลาดมีความสามารถในด้านต่างๆ นอกเหนือจากการเรียนมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน เขาจะมีความคิดสร้างสรรค์ เวลาพูดจะแสดงความคิดเห็นแปลกๆ ใหม่ๆ
ส่วนในห้องเรียนครูก็สามารถสังเกตเห็นลักษณะของเด็กที่มีความสามารถพิเศษ จากการที่เขาจะเป็นเด็กเจ้าคำถาม จะถามโน่น ถามนี่ และจะถามด้วยว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น จะเริ่มวิเคราะห์ว่าทำไมไม่เป็นอย่างนี้ ควรจะเป็นอย่างนี้มากกว่าอย่างนั้น และจะมีความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ของตนเอง ไม่ตามแบบฉบับของคนอื่น เป็นคนที่ชอบแสดงความคิดเห็น และสามารถที่จะปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลงได้ จุดนี้เป็นสิ่งสำคัญในการที่เราจะปลูกฝังให้กับเด็กของเราทุกๆ คน ควรจะมีความคิดสร้างสรรค์เพื่อจะได้ช่วยสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในโลก เช่น ถ้าไม่มีใครคิดเรื่องคอมพิวเตอร์เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว เราก็คงไม่มีอินเทอร์เนตหรือการสื่อสาร ซึ่งทำประโยชน์ให้กับทุกๆ หน่วยงาน ทำประโยชน์ให้กับโลก
นอกจากนั้นแล้วเด็กที่มีความสามารถพิเศษยังเป็นคนที่ค่อนข้างไวต่อความรู้สึกของคนอื่น สามารถอ่านคนอื่นออกโดยไม่ต้องใช้ภาษาพูด เช่น ถ้าหากว่าเขาพูดอะไร แล้วเพื่อนมีปฏิกิริยาที่ไม่จำเป็นต้องพูดออกมา เขาก็สามารถอ่านออกว่าคำพูดของเขาดีหรือไม่เป็นที่น่าชื่นชมหรือไม่ หรือเป็นคำพูดที่อาจทำให้อีกคนฟังแล้วไม่สบายใจ นอกจากพฤติกรรมทั่วๆ ไปแล้ว เขายังอาจมีความสามารถพิเศษอีกบางอย่าง เช่น ในเรื่องของดนตรี กีฬา ซึ่งสังเกตเห็นได้จากทักษะต่างๆ ของเด็กเหล่านี้
พ่อแม่มักจะคิดว่าเด็กที่เก่งและมีความสามารถขนาดนี้ ไม่น่าจะมีปัญหาในการเรียน แต่จริงๆ แล้วเขาอาจมีปัญหาการเรียนได้มาก เนื่องจากว่าสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ เทคนิคการสอนอาจไม่เหมาะกับเขา พบว่ามีเด็กหลายคนที่มีไอคิวสูงมาก มีความสามารถสูงมากแต่มีปัญหาในการเรียน บางคนมีอาการคล้ายๆ สมาธิสั้น เพราะว่าไม่มีอะไรที่น่าท้าทายจึงทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ทำให้เกิดปัญหาได้ เทคนิคที่จะกระตุ้นให้เขาคิดสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของความเป็นผู้ที่ที่มีความสามารถพิเศษได้ดีขึ้น
เมื่อพูดถึงทฤษฎีการเรียนรู้แนว constructivism เห็นได้ว่าจริงๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่มากในต่างประเทศ เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกาและในหลายๆ ประเทศมีการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้แนว constructivism คือ การสอนให้เด็กคิด กระตุ้นให้เด็กคิด
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ในเรื่องของการปฏิรูปการเรียนรู้ เป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศชาติ เป็นสิ่งสำคัญที่นอกจากทางโรงเรียน ทางด้านการศึกษาให้ความสนใจแล้ว ยังเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ที่พ่อแม่ก็ต้องเข้าใจถึงระบบการเรียนรู้ แบบแผนการเรียนรู้แบบใหม่ เพราะถ้าพ่อแม่เดินเข้าไปในห้องเรียน อาจจะสงสัย เพราะเมื่อก่อนมีแต่โต๊ะเก้าอี้ นักเรียนนั่งเรียนเป็นแถว จดงานและยกมือตอบคำถาม แต่การเรียนรู้ที่จะเสริมสร้างความคิดของเด็กอาจไม่ใช่แบบนั้นแล้ว รูปแบบการเรียนรู้ในห้องเรียนจะเปลี่ยนไปไม่มีการบ้านมาท่องมากๆ แต่จะต้องพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความกังวลในจิตใจของพ่อแม่หลายๆท่าน เพราะฉะนั้นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับ ผู้ปกครองด้วย
เมื่อก่อนเราเข้าใจว่าการเรียนรู้ คือการที่ครูให้ข้อมูลกับนักเรียนนำข้อมูลมาเป็นเล่มหนาๆ และให้กับเด็ก ยิ่งเด็กรับได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี แต่ในทฤษฎีการเรียนรู้ใหม่ที่เรียกว่า constructivism มองว่านั่นไม่ใช่การเรียนรู้ที่ถูกต้อง ไม่ใช่เป็นการสอนให้เด็กเรียนรู้ เรียนเองคิดเอง ปัจจุบันทุกๆ ประเทศกำลังหันมามองระบบการศึกษา ระบบการเรียนรู้ว่าการเรียนรู้ต้องเกิดตลอดชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่จบระดับปริญญาออกไปทำงานแล้วไม่เรียนรู้อีก ในชีวิตจริงเมื่อจบมาทำงานเราต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ฉะนั้นทักษะตรงนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลประสบความสำเร็จ
ทฤษฎีการเรียนรู้แนว constructivism เริ่มจากสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว มีข้อมูลอยู่ในสมอง นั่นคือจะมีเครือข่ายเส้นใยสมองสำหรับข้อมูลที่เรามีอยู่แล้ว เป็นข้อมูลความสนใจที่ได้รับมาตั้งแต่เล็กจนโต เช่น ความสนใจทางการเมืองก็จะมีเครือข่ายเส้นใยสมองที่เกี่ยวกับการเมืองอยู่ หลังจากนั้นเราจะต้องนำความรู้หรือข้อมูลใหม่ๆ ที่ได้จากการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เข้ามาผสมผสาน มาประมวลเข้ากับความรู้เดิมที่เรามีอยู่ แล้วสร้างเป็นความรู้ขึ้นมา เหล่านี้เป็นกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมอง
ต่อไปจะต้องมีสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่สำคัญมาก คือ คำถามของปัญหา "ทำไมจึงต้องรู้" "ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนี้" เมื่ออยากรู้ว่าทำไม ก็ต้องไปหาข้อมูล ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อีกแบบหนึ่ง ทำให้เด็กอยากจะเรียนรู้ ตรงนี้จะเป็นตัวกระตุ้นสมองให้พร้อมที่จะรับข้อมูล เรียนรู้ข้อมูล และปัจจัยสุดท้ายคือ การเรียนรู้มาจากการพูดคุยกัน แสดงความคิดเห็นกันในลักษณะปฏิสัมพันธ์กันทางสังคม
ตัวอย่าง ง่ายๆ ถ้าเรามีความรู้แบบหนึ่ง และคิดว่าแบบนี้ควรจะเป็นอย่างนี้ ถ้าเราไม่พูดคุยกับใครเลย เราก็จะอยู่เฉพาะตัวของเรา แต่ถ้าเราไปพูดคุยกับคนอื่น เราก็จะได้ความรู้เพิ่มมากขึ้นถึงแม้บางครั้งจะมีการโต้แย้งกัน ถกเถียงกัน แต่ก็ไม่ใช่การเกิดความขัดแย้งที่รุนแรง สิ่งเหล่านี้จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ได้คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้
นั่นคือทฤษฎีการเรียนรู้ที่จะช่วยให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษหรือแม้แต่เด็ก ทั่วๆ ไปทุกคนสามารถที่จะเป็นคนที่คิดและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาได้ กระบวนการจะต้องเกิดขึ้นตลอดเวลาทั้งในห้องเรียนและที่บ้าน เช่น ในห้องเรียนให้เด็กเอากระดาษมาและเขียนคอลัมน์เป็นแถว 3 ช่อง ช่องแรกให้เขียนว่ารู้อะไรมาแล้ว เช่น เราจะเรียนรู้สังคมไทย รู้จักอะไรบ้างเกี่ยวกับประเทศไทย ให้เขียนมาให้หมด และตามด้วยอยากรู้อะไรอีกเกี่ยวกับประเทศไทย ตรงนี้เป็นสิ่งที่เด็กจะต้องคิด
การรู้อะไรเป็นแค่การดึงเอาความจำหรือข้อมูลเดิมออกมาจากสมอง แต่เมื่อถามว่าอยากรู้อะไรอีก เด็กจะต้องคิดแล้วว่ามีอะไรบ้าง ตรงนี้เป็นการกระตุ้นให้เด็กต้องคิด หลังจากคิดแล้วต้องนำออกมาสังเคราะห์ว่า เมื่อเราอยากรู้ตรงนี้แล้ว เราอยากเรียนอะไรเพิ่มเติมฉะนั้นนี่เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่กระตุ้นให้เด็ก คิด
ยกตัวอย่างเทคนิคที่กระตุ้นการคิดของเด็ก เช่น ถ้าเราสอนแบบบรรยายตั้งแต่ต้นชั่วโมงจนถึงปลายชั่วโมง คือการใส่ข้อมูลไปที่สมองเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าครูยืนสอน และครูก็หยุดระหว่างการสอน และบอกให้จดประเด็นสำคัญที่พูดไปว่ามีอะไรบ้าง โดยให้เด็กปรึกษาหารือกัน เสนอความคิดเห็นอย่างสุภาพ อ่อนน้อม เด็กจะต้องคิดว่าประเด็นที่พูดออกมาเป็นสิ่งที่คิดว่าสำคัญ คือการคิดในกรอบของเขาโดยนำความรู้พื้นฐานมาใช้ ตรงนี้เด็กก็จะได้ทักษะของการปรึกษาหารือกันด้วย
เทคนิคต่อไป คือ การเล่าเรื่องละคร หรืออ่านหนังสือให้เด็กฟัง แทนที่จะถามว่าตัวละครแต่ละคนมีลักษณะอย่างไรบ้าง อาจตั้งคำถามใหม่ว่าลองอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครทั้ง 3 ตัว ว่าสัมพันธ์กันอย่างไร ทำไมถึงสัมพันธ์กันแบบนั้น ก็จะเป็นการกระตุ้นให้เด็กคิดมากกว่าการจำว่าลักษณะเป็นอย่างไร
อีกเทคนิคหนึ่ง คือ ครูอ่านนิทานให้เด็กฟัง อ่านไปเรื่อยๆ ก่อนจบครูหยุดก่อน แล้วให้เด็กลองเดาว่าจะจบอย่างไร และอธิบายว่าทำไมจึงคิดว่าจะจบอย่างนั้น ซึ่งเด็กจะต้องคิดว่าจะจบอย่างไรดี จะกระตุ้นให้เด็กเกิดการคาดการณ์ซึ่งจะนำเอาประสบการณ์เก่ารวมทั้งข้อมูลใหม่มาประกอบกันและตอบคำถามด้วยเหตุผลว่าทำไม หรือเราอาจให้เด็กไปศึกษาก่อนก็ได้ เช่น ให้เด็กไปศึกษาเรื่องประชากรของประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งจะได้ข้อมูลพื้นฐานมา นี่เป็นการจำเท่านั้น หลังจากนั้นให้เด็กคิดว่านโยบายในเรื่องประชากรของประเทศนั้นๆ ควรจะเป็นอย่างไร นำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ตามความคิดของเขา บางครั้งอาจจะต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก็ได้
เพราะฉะนั้น กระบวนการเรียนรู้ที่เรียกว่าเด็กเป็นศูนย์กลางไม่ใช่เด็กเป็นผู้รับอย่างเดียว หรือไม่ใช่เด็กจะเรียนอะไรตามใจชอบก็ได้ ต่เด็กจะต้องมีส่วนในการที่อยากจะเรียนรู้อะไรด้วย นอกจากนั้น การสร้างหลักสูตรต้องไม่เชิงเป็นหลักสูตรทางวิชาการอย่างเดียว แต่ควรมีกระบวนการให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ นอกเหนือจากวิชาการ แต่อย่างไรก็ตามวิชาการก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่
ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ ครู และด้วยความร่วมมือของพ่อแม่จะต้องเป็นผู้ที่ตั้งคำถามและแนะแนวทางให้แก่เด็ก กระตุ้นให้เด็กเกิดความรู้สึกสงสัย ฉงนสนเทห์อยากจะเรียนรู้ ซึ่งจะสะสมไปจนกลายเป็นผู้ใหญ่ที่อยากจะเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต
การเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม จะเกิดจากปฏิกิริยาของเรากับโลกภายนอก การมองโลกตามข้อมูลที่เรามีอาจจะไม่เหมือนกับที่คนอื่นมองตามข้อมูลที่เขามีก็ได้ ฉะนั้นการเรียนรู้โดยที่เอาข้อมูลของคนอื่นเข้ามา จะทำให้เราเกิดการเรียนรู้มากขึ้น ได้ข้อมูลมากขึ้น คิดสร้างสรรค์ได้
สรุปเรื่องความบกพร่องในการเรียนรู้
ส่วนเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้หรือแอลดี ที่เรียกว่า Learning Disabilities - L.D. เป็นเด็กที่มีสติปัญญาหรือไอคิวปกติ ฉลาด สติปัญญาดี แต่ไม่สามารถจะเรียนรู้ รับรู้ได้เหมือนเพื่อนๆ เพราะมีความบกพร่องในการแปลข้อมูลบางอย่าง จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคบางอย่างเขาจึงจะสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้การเรียนจะดีขึ้น ซึ่งมีตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จมากมาย อย่างเช่น รองประธานาธิบดีเนลสัน ร็อกกี้เฟลเลอร์ เป็นบุคคลที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ แต่ก็สามารถจะประสบความสำเร็จได้
ถ้าหากพบว่าเด็กมีปัญหาในการเรียน พ่อแม่หรือครูสามารถปรึกษาหารือกันว่าทำไมเด็กจึงเรียนไม่ได้เท่าที่ควรจะเป็น ขอให้ประเมินก่อนว่าปัญหาต่างๆ คืออะไร เพราะฉะนั้นหน้าที่ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสมอง ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมการประเมินเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ จะต้องประเมินว่าเขามีปัญหาทางสมองหรือไม่
การประเมินเพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหาการเรียนรู้ พบว่าปัญหาใหญ่ ๆ ที่ต้องคำนึงถึง คือ
- เด็กมีสติปัญญาปกติหรือไม่ ถ้าหากเด็กมีสติปัญญาบกพร่อง ไอคิวค่อนข้างน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย หรือน้อยกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ เป็นปัญหาในการเรียนรู้ ทำให้เรียนรู้ได้ช้า ซึ่งจะมีเทคนิคในการสอนเด็กที่เรียนช้าหรือเด็กที่มีสติปัญญาบกพร่อง
- เด็กที่มีสติปัญญาปกติบางคนก็ไม่สามารถที่จะเรียนหนังสือได้เพราะเขามีปัญหาเรื่องสมาธิสั้น เด็กกลุ่มนี้อาจมีสติปัญญาปกติหรือสติปัญญาสูงกว่าปกติ แต่เขาสอบตกหรือสอบได้คาบเส้นและไม่สามารถเรียนรู้ได้ ถ้าหากเขาได้รับความช่วยเหลือทางด้านสมาธิ ด้านพฤติกรรม ด้านความรักความเข้าใจจากพ่อแม่และครู ก็จะทำให้เขาสามารถที่จะเรียนรู้ได้ ในหลายๆ รายไม่จำเป็นต้องใช้ยาช่วยในเรื่องสมาธิ แต่ในรายที่เป็นมากๆ การใช้ยาช่วยเรื่องสมาธิจะทำให้เขาเรียนได้ เด็กที่สอบตกหรือสอบได้คาบเส้นก็จะสอบผ่านได้ บางคนอาจพัฒนาขึ้นจากที่โหล่มาเป็นที่หนึ่งก็ได้
- เด็กที่มีสติปัญญาปกติ หรือสูงกว่าปกติแต่มีปัญหาความบกพร่องในการเรียนรู้
- เด็กมีปัญหาทางอารมณ์ ปัญหาความเครียด ปัญหาครอบครัวเหล่านี้เป็นสิ่งสกัดกั้นทำให้เขาไม่อยากสนใจเรียนเพราะมีปัญหาอื่นที่ต้องกังวล
หลังจากประเมินเด็กแล้ว จะมีทีมงานซึ่งอาจเป็นนักจิตวิทยาเป็นผู้ที่มีความรู้และมีประสบการณ์ในการประเมิน การแปลข้อมูลและการทดสอบต่างๆ เพื่อประเมินความสามารถทางสติปัญญาหรือไอคิว และความสามารถทางวิชาการ หลังจากประเมินแล้วจะรู้ว่าเขามีปัญหาการเรียนรู้ เนื่องจากสาเหตุอะไร
ทีมผู้ประเมินจะทำงานร่วมกับพ่อแม่ ครู นักการศึกษาพิเศษของโรงเรียน สร้างโปรแกรมที่เรียกว่าการศึกษาเฉพาะบุคคล เด็กบางคนอาจไม่ต้องใช้ข้อมูลทางการแพทย์ แต่เด็กบางคนอาจต้องใช้ข้อมูลทางการแพทย์ เช่น เรื่องของสมาธิ เรื่องยา มาประกอบการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งถ้าหากว่าเขาได้รับความช่วยเหลือต่างๆ แล้วส่วนใหญ่ก็จะดีขึ้น
สถิติของความบกพร่องในการเรียนรู้ที่พบในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย จะมีตัวเลขใกล้เคียงกัน คือ ประมาณร้อยละ 5-6 ฉะนั้นจึงเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลยเมื่อเทียบกับจำนวนเด็กทั้งหมดของเรา 6-7 ล้านคนหรือมากกว่า เช่น ข้อมูลงานวิจัยของนพ.กวี สุวรรณกิจ ที่ศึกษาปัญหาการเรียนของเด็กไทยระดับชั้นประถมศึกษา ของโรงเรียนในกรุงเทพมหานครพบว่ามีนักเรียนจำนวนประมาณ 1,000 กว่าคนมีปัญหาการเรียนหรือประมาณมากกว่าร้อยละ 20 มีปัญหาการเรียนรู้ต่างๆ ถ้าเด็กเหล่านี้ได้รับการดูแล ได้รับการศึกษาด้วยเทคนิคการสอนที่ถูกต้อง เขาก็สามารถเรียนหนังสือและประสบความสำเร็จในชีวิตได้มีงานวิจัยเรื่องความ บกพร่องในการเรียนรู้หรือแอลดี ที่ประกอบด้วยองค์ความรู้จากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ที่ได้วิจัยให้ กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้เรียบเรียงและแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าท่านใดสนใจติดต่อขอรับได้ที่สถาบันวิจัยเรื่องการพัฒนาสมองและการ เรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
โดยสรุป เรื่องความบกพร่องในการเรียนรู้ หรือ Learning Disability เป็นคำศัพท์ที่มีมาตั้งแต่ ค.ศ.1964 โดยศาสตราจารย์ แซมเมอร์ เครก พ่อของเด็กที่มีปัญหาความบกพร่องในการเรียนรู้เป็นผู้คิดขึ้น แต่คำศัพท์ใหม่เรียกว่า Learning Different คือ ไม่ใช่เป็นความบกพร่อง แต่เป็นความแตกต่างของสมองที่สามารถจะเรียนรู้ รับรู้ข้อมูลทั่วๆ ไป เช่นเดียวกับที่เด็กคนอื่นๆ รับได้ถ้าได้ใช้เทคนิคการสอนที่ถูกต้อง สมองของเขาก็จะสามารถเรียนรู้และรับข้อมูลได้ เช่น เด็กที่อ่านไม่ได้ก็จะอ่านได้ดีขึ้น หรือเด็กที่เขียนไม่ได้ก็จะเขียนได้ดีขึ้น
การประเมินเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ในประเทศไทยจะมีจิตแพทย์ นักจิตวิทยา ในโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทย์หรือโรงพยาบาลจิตเวช หรือโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง ที่ทำการประเมิน นักจิตวิทยาจะทำการทดสอบเด็ก แบบทดสอบที่ใช้กันแพร่หลาย คือ WISC-III (Wechsler Intelligence Scale for Children - Revised 3) ทดสอบความสามารถทางสติปัญญาหรือระดับไอคิว (IQ) ของเด็ก ถ้าหากมีระดับไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์ปกติก็จะไม่จัดเข้าในกลุ่มเด็กที่มีความ บกพร่องในการเรียนรู้หรือแอลดี แต่จะไปอยู่ในกลุ่มของเด็กที่สติปัญญาบกพร่อง และจะต้องได้รับเทคนิคการสอนอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนกับเทคนิคการสอนเด็ก ที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้
นอกจากนี้ มีแบบประเมินอย่างอื่นที่ดูทักษะการอ่าน เช่น Woodcock-Johnson Achievement Tests และแบบทดสอบอีกหลายชุด แบบทดสอบที่ใช้สามารถประเมินได้ว่าปัญหาของเด็กที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้คืออะไร แต่ทว่าปัญหาสำคัญที่สุดของเรา คือ การนำข้อมูลที่ประเมินได้ ไปใช้ ช่วยเหลือเด็กในชั้นเรียน
คงต้องร่วมมือกันทั้งพ่อแม่ นักจิตวิทยา ครู และผู้เชี่ยวชาญในการประเมินเด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ว่ามีสาเหตุจากอะไร มีความบกพร่องในการเรียนแบบไหน ซึ่งเทคนิคในการช่วยเหลือเด็กเหล่านี้เป็นสิ่งค่อนข้างใหม่ ถึงแม้ว่าจะมีภาควิชาการศึกษาพิเศษสอนในระดับอุดมศึกษาแล้วก็ตาม แต่ในโรงเรียนทั่วๆ ไปก็ยังไม่มีนักการศึกษาพิเศษทุกแห่ง และยังไม่มีเรื่องของห้องเรียนพิเศษ (Resource Room) ซึ่งเราก็คงจะต้องพัฒนาต่อไป
เรื่องเทคนิคการให้ความช่วยเหลือหรือเทคนิคการสอนเด็กกลุ่มนี้ เป็นเรื่องต้องใช้เวลา ใช้ความพยายาม และใช้พลังงานอย่างมหาศาล อย่างน้อยเทคนิคบางอย่าง เช่น เทคนิคการแบ่งงานให้เป็นชิ้นเล็กๆ ก็สามารถลองนำไปใช้และช่วยเหลือเด็กได้
มีเด็กบางคนที่อาจเก่งในเรื่องการอ่าน การเขียน ซึ่งความสามารถอาจจะสูงกว่าระดับชั้นที่เรียน แต่เลขคณิตง่ายๆ กลับทำไม่ได้เรียนอย่างไรก็ไม่ได้หลักเรื่องเลขคณิต เพราะฉะนั้นเทคนิคการสอนคณิตศาสตร์แบบสัมผัสอาจนำไปใช้ได้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าในช่วงระยะเวลาอันสั้น จะนำไปฝึกเด็กได้ไหม เพราะเด็กปกติจะจำสัญลักษณ์ได้คือ เลข 1 ก็เห็นเป็นเลข 1 หรือเลข 2 จะเห็นเป็นเลข 2 แต่เด็กบางคนทำอย่างไรก็จำสัญลักษณ์ไม่ได้ ไม่สามารถเก็บสัญลักษณ์ว่า เลข 2 คือเลข 2 สมองของเขาไม่สามารถที่จะเก็บข้อมูลที่เป็นสัญลักษณ์ได้ ฉะนั้นการให้สัมผัสที่จุด ว่าเลข 1 คือ 1 จุด เลข 2 คือ 2 จุด และให้สัมพันธ์ไปกับการมองเห็นรูปร่างหน้าตาอย่างนี้ อาจทำให้เด็กจำตัวเลขได้ เข้าใจสัญลักษณ์ได้
เช่นเดียวกันในเรื่องการอ่าน ตรงนี้เป็นปัญหาของสมองถ้าถ่ายรูปสมองของเขา รูปร่างสมองจะปกติ หรือบางคนอาจจะเห็นความผิดปกติเล็กน้อย เช่น เซลล์สมองเคลื่อนที่ไปอยู่ในบริเวณที่ไม่ควรจะเป็น อย่างอื่นเขาจะเก่งฉลาดหมดทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องการเรียนบางอย่างที่จะมีปัญหา เพราะตรงนี้ข้อมูลที่เข้ามาในสมองอาจจะได้รับการแปลไม่เหมือนกัน ต้องตรวจดูก่อนว่าสายตาและการได้ยินของเขาปกติหรือไม่ บางทีพบว่าเด็กบางคนเห็นไม่เหมือนคนอื่นเห็น เห็นตัวหนังสือกลับข้างเหมือนผ่านกระจกเงา หรือเห็นตัวหนังสือโย้ไปเย้มา ไม่อยู่ในแนวเรียบ เหมือนกับวงจรในสมองไม่ได้เชื่อมโยงเช่นคนทั่วๆ ไป ทำให้ยากลำบากในการเรียนรู้ ในการอ่าน
ในต่างประเทศมีหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญที่เขาเองก็มีความบกพร่องในการเรียนเมื่อตอนเด็กๆ เขาเขียนอธิบายความรู้สึก การที่เขารับรู้ เขาเห็นสิ่งต่างๆ ที่ไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็ได้นำมาประยุกต์ใช้เป็นเทคนิคต่างๆ ที่จะช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ หรือการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยเหลือเด็กที่สะกดผิด โดยใช้คอมพิวเตอร์ตรวจความถูกผิดของตัวสะกด ก็จะทำให้เขาสะกดถูกได้หรือเด็กบางคนมีปัญหาทำข้อสอบไม่ได้เพราะอ่านไม่ออก แต่ถ้ามีคนอ่านให้ฟัง เขาจะเข้าใจ หรือถ้ามีพี่เลี้ยงใช้เทคนิคอ่านข้อสอบให้ฟัง เด็กก็จะอ่านได้และทำได้
นอกจากนี้คงต้องดูว่าจะทดสอบความสามารถอะไรของเด็ก ถ้าต้องการทดสอบความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ก็คงต้องอ่านคำถามให้เขาเข้าใจแล้วตอบ แต่ถ้าต้องการทดสอบเรื่องการอ่านซึ่งเรารู้ว่าเขาบกพร่อง ก็ต้องใช้เทคนิคอีกแบบหนึ่ง นอกจากนี้วิธีการประเมินการเรียนของเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ จะไม่ตัดเกรดร่วมกับเด็กคนอื่น เพราะถ้านำคะแนนไปรวมกัน ผลการเรียนของเขาก็คงไม่ดีเท่าที่ควร น่าจะมีการทำหลักสูตรเฉพาะตัว มีการตั้งวัตถุประสงค์ว่าเทอมนี้ ปีนี้ ต้องการจะเรียนถึงแค่ไหน มีการประเมินตัวเขาว่ามีความก้าวหน้าแค่ไหน อาจประเมินเทียบกับแบบทดสอบมาตรฐานเพื่อดูความก้าวหน้า หรืออาจให้เขาประเมินตัวเองก็ได้ สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการให้การช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องในการ เรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ คงต้องค่อยๆ ฝึกเทคนิคการสอนและพัฒนากันต่อไป จะทำให้สามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้
